image

รู้หรือไม่..คนไทยมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค จากการค้าขายที่ไม่เป็นธรรม

29 เม.ย. 64 เวลา 22.20 น.
Share

 

เป็นเวลา 42 ปี แล้วที่ไทยมี “วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย” ซึ่งกำหนดเป็นประจำวันที่ 30 เมษายน ของทุกปี นับตั้งแต่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มีผลบังคับใช้

 

พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากพฤติกรรมที่ไม่ตรงไปตรงมาของผู้ประกอบธุรกิจการค้า ที่ทำการตลาดและโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อสินค้าหรือบริการไม่ถูกต้องเหมาะสม ทำให้ผู้บริโภคไม่ทราบข้อมูลทางการตลาดที่แท้จริง ทั้งเรื่องคุณภาพสินค้าและราคา ใจความสำคัญของกฎหมายนี้ ครอบคลุมการมีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ ช่วยเหลือผู้บริโภคที่มีปัญหา แจ้งข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่อาจก่อความเสียหายคุ้มครองทั้งด้านโฆษณา ฉลาก สัญญา ฯลฯ คณะกรรมการมีอำนาจให้มีการทดสอบ พิสูจน์สินค้าที่อาจเป็นอันตราย และมีคำสั่งห้ามขายสินค้าที่อาจเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ ยังระบุถึงสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครอง 5 ประการ ดังนี้

 

  1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้ง โฆษณา แสดงฉลาก คำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการเพื่อให้ไม่หลงผิดซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม
  2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ โดยความสมัครใจของผู้บริโภคและปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม
  3. สิทธิที่จะใช้สินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน 
  4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ
  5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหายเมื่อผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิ

 

แต่ในทางปฏิบัติ การจัดการแก้ปัญหาผู้บริโภคในไทยหลายประเด็นยังล่าช้า ผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิทั้งที่เป็นผู้จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการแต่กลับไม่ได้รับความคุ้มครองหากสินค้าหรือบริการที่ได้รับเกิดชำรุดบกพร่องเพราะขอบเขตการซื้อขายสินค้าบริการเปลี่ยนโฉมหน้าไปมาก นอกจากสินค้าและบริการที่วางขายตามห้างร้าน ยังมีรูปแบบธุรกิจขายตรง ขายออนไลน์ ซึ่งผู้ซื้อไม่ได้เห็นสินค้าของจริง ทำให้เกิดปัญหา เช่น หลอกให้โอนเงินแต่ไม่ส่งสินค้า ส่งสินค้าไม่ตรงปก สินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่รับคืนสินค้า ไม่คืนเงิน เป็นต้น

 

ผู้บริโภคที่ประสบปัญหายังมีความยากลำบากในการร้องเรียนเพื่อใช้กลไกรับความคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่ดูแลแยกย่อยออกไปและใช้เวลานาน เช่น เรื่องการใช้บริการโทรศัพท์มือถือต้องร้องเรียนไปทั้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือการร้องเรียนปัญหารถยนต์ แม้บางบริษัทจะแก้ปัญหาด้วยการยืดอายุประกันการซ่อม แต่ไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ หากจะขอให้บริษัทซื้อคืนรถ ผู้บริโภคอาจต้องหาหน่วยงานกลางมาพิสูจน์ว่ารถที่ชำรุดเกิดจากการผลิตหรือจากการใช้งาน  

 

เครือข่ายผู้บริโภคเห็นปัญหาดังกล่าว จึงรณรงค์ผลักดันให้มีกฎหมายหรือหน่วยงานที่จะแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้เบ็ดเสร็จ โดยรวมตัวองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ 299 องค์กร ยื่นหนังสือขอเป็นคณะผู้เริ่มก่อการในการจัดตั้ง “สภาองค์กรของผู้บริโภคประเทศไทย” ต่อนายทะเบียนกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562  จนเกิด “สภาองค์กรผู้บริโภค” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

 

สภาองค์กรผู้บริโภค ทำหน้าที่ช่วยให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ที่ประสบปัญหาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อขายสินค้าหรือบริการสามารถยื่นเรื่องต่อสภาองค์กรของผู้บริโภคได้โดยตรง เพื่อให้สภาฯ ช่วยฟ้องคดีแทนผู้บริโภคพร้อมดำเนินการอื่น ๆ จนกว่าคดีจะสิ้นสุด 

 

ขอบข่ายการทำงานของสภาฯ แบ่งเป็น 8 ด้าน คือ ด้านการเงินการธนาคาร, ด้านขนส่งและยานพาหนะ, ด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย, ด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ, ด้านบริการสุขภาพ, ด้านสินค้าและบริการทั่วไป, ด้านสื่อและโทรคมนาคม และด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม

 

สภาองค์กรผู้บริโภคยังมีตัวแทนทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด เพื่อเสนอความเห็นต่อการจัดทำร่างกฎหมาย นโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผู้บริโภค เป็นปากเป็นเสียงช่วยตรวจสอบ เตือนภัย เปิดเผยข้อมูลและชื่อสินค้าที่หลอกลวง ไม่ปลอดภัย ทำหน้าที่ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยและการฟ้องคดี รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้เพื่อให้ผู้บริโภค รู้สิทธิ เข้าถึงสิทธิที่ได้รับการคุ้มครอง