image

ลูกของเราเป็นโรคขาดธรรมชาติไหม?

10 ก.ย. 63 เวลา 10.00 น.
SHARE

...สมาธิสั้น จดจ่ออยู่กับอะไรได้นานๆ ไม่ได้

...ใจร้อน ก้าวร้าว ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด

...ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้

...เก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร

...มีภาวะเป็นโรคเครียด ซึมเศร้าแทรกซ้อน

...เห็นแก่ตัว ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

...มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน


ลองเช็คลิสต์ดูสิว่า

ลูก ๆ ของเราเข้าข่ายอาการข้างต้นบ้างหรือไม่ ?


ใช่ครับ! ทั้งหมดคืออาการข้างต้นของ ‘โรคขาดธรรมชาติ’ หรือ NDD (Nature Deficit Disorder) คำจำกัดความจากผู้เขียนหนังสือ Last Child in the Woods ที่อธิบายอาการของเด็ก ๆ ที่เติบโตมาโดยขาดการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ โดยมีสาเหตุหลัก ๆ มาจากความรักและความห่วงใยของพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่เลี้ยงดูลูกแบบปกป้องมากเกินไป ไม่มีโอกาสสัมผัสโลกภายนอก ไม่เคยได้เรียนรู้อยู่กับธรรมชาติ ได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่กับบ้าน และถ้าพ่อแม่บ้านไหนขี้รำคาญหน่อย พอลูกชวนเล่นนั่นเล่นนี่บ่อยเข้า ก็เลือกเอาวิธีมักง่าย...โยนโทรศัพท์มือถือให้เขาไป จะได้ไม่มากวน


จริงครับ! โทรศัพท์มือถืออาจจะทำให้เด็ก ๆ นั่งนิ่งได้ ไม่ซน ไม่กวนใจเราได้นาน ๆ ผมไม่เถียงสักคำ

แต่คุณรู้ไหมว่า ผลร้ายตามมาหลังจากนั้นคืออะไร คำตอบก็คือ ลิสต์อาการข้างต้นนั่นล่ะครับ


เด็ก ๆ ยังชั่งตวงวัดความพอดิบพอดีไม่เป็น อะไรที่มากไป-น้อยไป เราในฐานะผู้ใหญ่ต้องช่วยรักษาสมดุลให้พวกเขาครับ ยกตัวอย่างเรื่องเทคโนโลยี ไม่ว่าจะโทรทัศน์ โทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์ นับเป็นขนมหวานในโลกแห่งการเรียนรู้ ใช้เป็นก็เห็นประโยชน์ แต่ถ้ามากเกินไป แน่นอนว่าย่อมเกิดโทษเป็นธรรมดา


ฉะนั้น หากรักและห่วงใยลูกจริง ๆ อย่าปล่อยให้อะไรมาสำคัญกว่าการดูแลพวกเขานะครับ ลดเวลางานเพิ่มเวลาลูก ดึงพวกเขาออกจากหน้าจอ เพิ่มโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวดีกว่าครับ สำคัญกว่านั้นคือ ระวัง! ความรักและความห่วงใยที่มากเกินไป จะทำให้ลูกตกอยู่ในภาวะของ ‘โรคขาดธรรมชาติ’ โดยไม่รู้ตัว


..."รักษาสมดุลลูกแล้ว...อย่าลืมรักษาสมดุลตัวเราด้วยนะครับ"...


บทความโดย Tor Rungrojn

แท็ก : ThaiPBSKids , ThaiPBS , Tor Rungrojn , ผู้ชายเลี้ยงลูก , พาลูกเที่ยว , โรคขาดธรรมชาติ
SHARE