image

พ่อแม่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตลูกก็เปลี่ยน !

11 ก.ย. 63 เวลา 10.00 น.
SHARE

“ตั้งแต่ลูกเข้าสู่วัยรุ่น ลูกไม่ค่อยฟังพ่อแม่เลย บอกไม่ให้ไป ก็ไม่ฟัง”

“พูดไปเถอะ จะทำอะไร ไม่เคยฟังผู้ใหญ่หรอก”


เชื่อเหลือเกินว่าพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่น อาจต้องเคยประสบปัญหาในท่วงทำนองนี้ไม่มากก็น้อย ประเภทไม่อนุญาตให้ทำ แต่ลูกก็ทำ หรือพ่อแม่พูดแล้วลูกก็ไม่สนใจ แล้วถ้าเจอแบบนี้คุณจะแสดงออกอย่างไร ? โกรธ โมโห พร่ำบ่น ลงโทษ หรือเผชิญหน้าแล้วปะทะกัน คุณจัดการด้วยวิธีเหล่านี้หรือเปล่า ?


...ที่สำคัญ ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเช่นไร ? ลูกยังคงฟังไหม 

...แต่ถ้าแสดงออกด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ? ไม่โกรธ ไม่โมโห และปรับเปลี่ยนท่าที ด้วยการพูดกันดี ๆ แทนที่จะไม่ให้ไป แต่เปลี่ยนเป็นบอกว่าให้ดูแลตัวเอง พ่อแม่เป็นห่วง จะกลับกี่โมง ?

...คุณคิดว่าผลลัพธ์เปลี่ยนไหม ? ลูกจะฟังไหม


การเลือกวิธีการในการจัดการปัญหากับลูก มันส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ตัวเด็กเสมอ ถ้าเราใช้วิธีคิดหรือพฤติกรรมด้านลบในการจัดการปัญหา ผลลัพธ์ก็ลบแน่นอน แต่ถ้าเราใช้วิธีคิดหรือพฤติกรรมด้านบวกในการจัดการปัญหา ผลลัพธ์ก็จะได้ด้านบวกเช่นกัน

หลายครั้งในชีวิตที่คนเรามักเผชิญอุปสรรคได้ตลอด แต่เมื่อเจอแล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไรนั่นเรื่องหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่วิธีการของแต่ละคน ประสบผลสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ก็ว่ากันไป แต่สิ่งสำคัญก่อนการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ก็คือ มีวิธีคิดอย่างไร ? เพราะบางครั้งการเปลี่ยนวิธีคิดจากแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่ง ก็ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนได้ด้วยเหมือนกัน


ถ้าวิธีคิดแบบท้อแท้...

ไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้ ซึ่งเป็นวิธีคิดลบ ก็ทำให้เรามองไม่เห็นทางออก หรือไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ในทางตรงกันข้าม พอเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ คิดว่าสามารถจัดการปัญหาได้แน่ หรือคิดบวก ก็อาจมองเห็นทางออกได้อย่างไม่น่าเชื่อก็มี นั่นหมายความว่า “วิธีคิด” สัมพันธ์กับ “การกระทำ” ของคนเรา แล้วถ้าคนเราได้รับการฝึกให้คิดบวกตั้งแต่เล็ก โตขึ้นเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่แบบไหน เป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเผชิญปัญหา และแก้ไขปัญหาด้วยวิธีคิดบวกใช่หรือไม่ !


ท่าน ว. วชิรเมธี เคยพูดถึงการใช้คำพูดกับการสอนลูก ว่าต้องมีทัศนคติเชิงบวกกับการใช้คำพูดทางบวกเพราะมีผลต่อลูกมาก ถ้าพ่อแม่ยิ่งตอกย้ำทัศนคติและคำพูดด้านลบทุกวัน ๆ เด็กจะทำอะไรไม่เป็นเลย และมีหลักคิดในเชิงบวกว่า ความคิดดีๆ เป็นที่มาแห่งความสุข แน่นอนว่าเมื่อเรามีความคิดดีๆ โลกก็จะดีตามอย่างที่เราคิด ดังที่ท่านว่าไว้ "โลกเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่แว่นตาสีอะไรมองโลก หากมองโลกในแง่ดี ชีวิตมีแต่สิ่งรื่นรมย์ หากมองโลกในแง่ร้าย ชีวิตมีแต่ความวุ่นวายและทุกข์ระทม"


ถ้าเราเอาวิธีคิดบวก (Positive Thinking)

มาใช้ในการดูแลลูก สามารถทำได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก ฝึกจากเรื่องเล็ก ๆ ใช้การพูดด้วยเหตุและผล อย่าคิดว่าลูกเล็กเกินไปแล้วไม่เข้าใจ ความจริงเด็กสามารถซึมซับและเข้าใจได้ตามวัยของเขา พ่อแม่ไม่ควรใช้วิธีเลี้ยงดูด้วยการบังคับ ขู่เข็ญ หรือใช้การทำโทษด้วยการตี แม้จะได้ผลในช่วงแรกเพราะความกลัว แต่ทุกครั้งที่เด็กถูกขู่ว่าจะโดนทำโทษ เด็กจะรู้สึกอึดอัดคับข้องในใจ ทำให้เกิดช่องว่างและความไว้วางใจต่อพ่อแม่


การเลี้ยงลูกด้วยวิธีด้านบวก คือ การใช้วิธีที่นุ่มนวล ใช้เทคนิคการพูดคุยและสร้างวินัยโดยไม่ไปทำร้ายจิตใจเด็ก ยิ่งถ้าสื่อสารเชิงบวกกับลูกวัยรุ่น จะช่วยเพิ่มสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว พ่อแม่ลูกไว้ใจซึ่งกันและกัน ฉะนั้น เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องมีวิธีคิดบวก และส่งต่อวิธีคิดบวกไปถึงลูกด้วย


1. แบบอย่างที่ดี

พ่อแม่รวมถึงสมาชิกในครอบครัวคือคนที่อยู่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุด ฉะนั้นเด็กจะซึมซับลักษณะนิสัยรวมถึงพฤติกรรม และวิธีคิดของพ่อแม่ผู้ปกครองมาโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่าถ้าผู้ใหญ่คิดบวก มีพฤติกรรมที่ดีเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็น ลูกก็จะได้รับสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นติดตัวไปด้วย


2. คิดแบบยืดหยุ่น

เริ่มจากพ่อแม่ต้องฝึกตัวเองก่อนด้วย เปลี่ยนความคิดที่ทุกอย่างต้องสมบูรณ์ มาเป็นคิดและทำด้วยความยืดหยุ่นบ้าง อย่าสร้างความคาดหวังจากตัวเองและจากลูกมากจนเกินไป บางครั้งลูกอาจทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ก็พยายามหาทางยืดหยุ่นจะทำให้ลูกสามารถปรับตัวและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย


3. ปล่อยวางซะบ้าง

ความกังวลและความกลัวเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราคิดลบ หรือมองโลกในแง่ร้าย ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งที่เราคิดไว้อาจจะไม่เป็นดั่งที่เรากังวลก็ได้ ดังนั้น ควรเปลี่ยนความคิดของตัวเองให้ปล่อยวางกับเรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น สิ่งที่ควรบอกลูกก็คือ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพียงแต่ขอให้พร้อมรับมือและแก้ปัญหากับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีสติ


4. มีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ

การยิ้มและหัวเราะเป็นสิ่งที่ง่ายและไม่ต้องใช้เงินในการซื้อหา เพียงแค่รอยยิ้มก็สามารถทำให้บรรยากาศรอบข้างมีความสุขขึ้นมาได้ ใคร ๆ ก็ชอบคนที่มีรอยยิ้ม แต่ก็น่าแปลกที่ยุคปัจจุบันผู้คนยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งยิ้มยากขึ้น ฉะนั้น พ่อแม่ควรพยายามฝึกให้ลูกมีความสุขจากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกับสิ่งรอบตัวด้วยเรื่องง่ายๆ


5. ฝึกคิดหลากหลายแง่มุม

เวลามีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง อาจฝึกให้ลูกมองได้หลายมุม และหากมีเรื่องให้ตัดสินใจก็มีหลากหลายวิธี และพยายามอธิบายว่าการมองหลาย ๆ มุม จะทำให้เราใคร่ครวญรอบคอบ และมองเห็นข้อดีข้อเสีย โดยพยายามใส่ทัศนคติที่ดี หรือวิธีคิดที่เป็นบวก เมื่อฝึกบ่อย ๆ ก็จะติดตัวเขาไปด้วย ที่สำคัญ เมื่อเราเริ่มฝึกจากตัวเองก่อน ก็จะทำให้การฝึกลูกเป็นไปได้ง่ายขึ้น และยังทำให้เขามองเห็นความแตกต่างและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง


ความคิดในเชิงบวกเป็นเรื่องจำเป็นในสังคมยุคปัจจุบัน การคิดบวกไม่ได้หมายความว่าโลกสวย ไร้เดียงสา หรือไม่ทันคน แต่การคิดบวกคือ การสร้างครอบครัวพลังบวก ช่วยส่งเสริมศักยภาพของตนเองได้มากมาย ทั้งยังสามารถแปรเปลี่ยนเรื่องร้าย ๆ ให้กลายเป็นดีได้อีกด้วย


..."เราอาจเปลี่ยนวิธีคิดผู้อื่นไม่ได้ แต่สามารถเปลี่ยนปรับที่ตัวเราก่อนได้ ยิ่งถ้าเริ่มจากพ่อแม่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตลูกก็เปลี่ยน !"...



คอลัมน์ Teen Around the Mom 6


บทความโดย

ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

แท็ก : ThaiPBSKids , ThaiPBS , ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน , Teen Around the Mom 6
SHARE