image

“การปลูกฝังความรักในการเรียนรู้ให้เด็ก”

20 ต.ค. 63 เวลา 10.55 น.
Share


“เมื่อเด็กมีทัศนคติทางบวกต่อสิ่งใด เขาจะสามารถเรียนรู้ได้ดี”

 

ดังนั้น “การเรียนรู้ในเด็กเล็ก ควรเริ่มจากการสร้างความรักให้เกิดขึ้นก่อนความรู้ เด็กที่มีนิสัยรักการเรียนรู้ สำหรับเขาการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ และทุกเวลา"

 

ความรักในการเรียนรู้สามารถปลูกฝังให้กับเด็กๆ ผ่านสิ่งเหล่านี้...

 

ข้อที่ 1 การเล่น

"การเรียนรู้ของเด็กเล็ก" เท่ากับ “การเล่น" และ “การเล่น" เท่ากับ "การเรียนรู้”

เมื่อไหร่ที่เด็กเล่น เขาได้เรียนรู้ นอกจากนี้การเล่นยังเป็นการเตรียมร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่) ให้พร้อมสำหรับการใช้งานในการเรียนรู้ขั้นต่อไป ได้แก่ การควบคุมร่างกายตนเอง ซึ่งนำไปสู่การมีสมาธิที่เพียงพอต่อการจดจ่อเพื่อเรียนรู้เนื้อหาต่างๆ การเขียน และการอ่าน

 

สิ่งที่เด็กเล็กควรเล่น มีดังนี้...

(1) เล่นกับธรรมชาติ เช่น น้ำ หิน ดิน ทราย โคลน ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ฯลฯ

(2) เล่นกับสีต่างๆ เช่น สีน้ำ สีเทียน สีไม้ และสีต่างๆ

(3) เล่นของเล่นอิสระหรือของเล่น Free form เช่น บล็อกไม้ ดินน้ำมันหรือแป้งโดว์ ตัวต่อหรือเลโก้ ไม้ไอศครีม กล่องลัง ขวดน้ำ และของเล่นที่ไม่ได้กำหนดมาตั้งแต่ต้นว่าต้องเป็นอะไร

(4) เล่นบทบาทสมมติ ในเด็กวัย 2-3 ปีขึ้นไป เด็กจะเริ่มพูดกับตัวเอง (Self-talk) เพื่อบรรยายสิ่งที่เขาทำหรือเล่น บทบาทสมมติค่อยๆ เริ่มขึ้น ณ เวลานั้น เด็กๆ จะเล่นเลียนแบบการการทำงานหรือทำกิจกรรมของผู้ใหญ่

(5) เล่นกับพ่อแม่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ สร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริงและลูกที่มีอยู่จริง (ลูกรับรู้ว่า ตนเองเป็นที่ต้องการและเป็นที่รักของพ่อแม่)

 

เมื่อถึงวัยที่ต้องเริ่มเรียนรู้เนื้อหาต่างๆ และสถานที่ให้เขาปล่อยพลังอย่างเหมาะสมได้หรือไม่ ในเด็กเล็กจึงไม่ควรนั่งเรียนในห้องเรียน แต่เขาควรออกไปวิ่งเล่นและเรียนรู้

 

ข้อที่ 2 การอ่าน

พ่อแม่อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง และใช้เวลากับการอ่านหนังสือกับลูกในทุกๆ วัน สม่ำเสมอ

การรักการอ่าน ได้สอนเด็กๆ ให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และแสวงหาความรู้ได้อย่างไม่รู้จบ

 

ข้อที่ 3 การตั้งคำถามในสิ่งสงสัย

"การสังเกตธรรมชาติและสิ่งรอบตัว"

พ่อแม่ชี้ชวนให้ลูกสังเกตสิ่งรอบตัวเสมอ แม้จะอยู่บ้านเราก็สามารถสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตหลายอย่างได้

"ความสงสัยใคร่รู้"

เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับนิสัยการเป็นนักเรียนรู้โดยธรรมชาติ พวกเขาสงสัยอยากรู้อยากเห็นในทุกๆ เรื่อง แต่ด้วยบริบททางสังคมหรือความคาดหวังของผู้ใหญ่บางประการที่ทำให้ความอยากเรียนรู้นั้นค่อยๆ หายไป

ถ้าเราไม่ชอบเด็กที่ตั้งคำถามหรืออยากรู้อยากเห็นในเวลาที่ไม่เหมาะสม เราควรสอนเรื่องกาลเทศะให้กับเขา แต่ไม่ใช่ห้ามเขาสงสัย

 

ข้อที่ 4 ผู้ใหญ่รอบตัวเด็กต้องเป็นแบบอย่างในเรื่องของการรักการเรียนรู้ให้กับเขาด้วย

ผู้ใหญ่ต้องจัดสรรเวลาคุณภาพให้กับเด็กๆ เสมอ

อยากให้ลูกรักการอ่าน เราต้องอ่านหนังสือกับเขา

อยากให้ลูกรักการเรียนรู้ เราต้องไม่ห้ามเขาสงสัย

อยากให้ลูกไม่ยอมแพ้เมื่อไม่ได้คำตอบ เราต้องไม่ยอมแพ้ และหาคำตอบไปด้วยกันกับเขา

อยากให้ลูกเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (ในเด็ก 5-6 ปีขึ้นไป) เราต้องสอนทักษะการค้นหาความรู้ อย่ารีบตอบคำถามเขา ได้แก่ ตั้งคำถาม สืบค้น และทดลองไปกับเขา

อยากให้ลูกเรียนรู้อย่างยั่งยืน เราต้องไม่ตัดสินลูกด้วยคะแนนสอบหรือลำดับที่ที่ได้มา

 

ข้อที่ 5 การเรียนรู้ควรไม่สิ้นสุดแค่เรียนจบ

การเรียนรู้ไม่ควรถูกนำมาผูกมัดกับผลคะแนนใดๆ เด็กควรเรียนรู้ เพราะเขาอยากรู้ ไม่ใช่เพราะเขาอยากได้คะแนนเต็ม ความยั่งยืนที่เกิดขึ้นกับเด็กที่อยากรู้ คือ เขาจะเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด

คำถาม “แล้วจะทำอย่างไรดีเพื่อจะวัดได้ว่า เด็กเข้าใจหรือรู้เรื่องนี้จริงๆ”

คำตอบ "เราสามารถประเมินเด็กได้ โดยไม่ใช้การสอบหรือการให้คะแนน เช่น 

ใช้การทำกิจกรรมประเมิน 

ใช้การทำโครงงาน (Project based learning)

มีการประเมินหลายวิธีที่ไม่ต้องใช้การสอบวัดผล

 

ทั้งนี้สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในโรงเรียนที่ใช้การสอบวัดผล ไม่ต้องวิตกไป เพียงแค่เราให้การสนับสนุนลูกในสิ่งที่เขาสนใจ และให้เขาเรียนรู้ตามวัยของเขา เด็กจะไม่วิตกกังวลถึงผลสอบหรือการวัดผลนั้นจนเกินไป เพราะสำหรับเด็กๆ แล้ว เขาสนใจเพียงแค่สายตาของพ่อแม่ที่มองเขา มากกว่าสายตาคนอื่น ดังนั้นช่วยลูกได้ในงานที่เกินวัยลูก อย่าให้ความสำคัญกับคะแนนสอบลูกมากกว่าวันนี้ลูกเราได้เรียนรู้อะไร และเรียนรู้อย่างมีความสุขไหม ก็เพียงพอแล้ว เกณฑ์สำหรับเด็กปฐมวัย (0-6 ปี) เน้น “เล่นให้มากพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ อ่านนิทานให้เขาฟัง ทำงานบ้าน และช่วยเหลือตัวเองเป็น” เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

 

ดังนั้น

ผู้ใหญ่ควรสร้างเด็กที่รักการเรียนรู้ ก่อนเด็กที่สอบได้คะแนนดี และควรให้เด็กได้ลงมือทำ นำไปใช้จริง มากกว่าเรียนไปเพื่อใช้วัดผลเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเด็กเข้าใจและรักการเรียนรู้แล้วนั้น เขาจะอยากเรียนรู้ และจะเรียนรู้ได้ตลอดไป

 

บทความโดย

เมริษา ยอดมณฑป นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัว เจ้าของแฟนเพจตามใจนักจิตวิทยา