image

“ทำอย่างไรดีเมื่อลูกทำร้ายผู้อื่นทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ”

24 พ.ย. 63 เวลา 09.00 น.
Share

คำถาม:

"หลานชายวัย 3 ขวบ ชอบตี หรือเอาของปาใส่คนอื่น บางครั้งก็กัด แล้วส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุค่ะ เช่น คุณยายนั่งอยู่เขาเดินผ่านก็มาตี บางครั้งเหมือนเขาสนุกค่ะ จะแก้อย่างไรดี”

 

คำตอบ:

“เด็กเล็กโดยเฉพาะในช่วงวัย 0-3 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ยังพูดสื่อสารได้ไม่ดี ยังยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) และอยู่ในช่วงที่ทดลองและทดสอบร่างกายของเขาว่า “สามารถทำอะไรได้บ้าง" ดังนั้นจึงไม่แปลกหากเขาจะใช้ร่างกายในการตอบสนองต่อความต้องการของเขา ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องความสนใจ ให้คนสนใจเขา ให้คนเล่นกับเขา หรือ แม้แต่เวลาไม่พอใจก็ใช้การตี ปา กัด และการทำร้ายร่างกายอื่นๆ

 

การสอนเด็กเล็ก ไม่ควรสอนโดยการพูดบอกอย่างเดียว แต่ตัวเราต้องเข้าไปจับ และทำให้เขาดูชัดเจนเลยว่า อันนี้ทำไม่ได้ ไม่ใช่แค่นิ่งแล้วปล่อยเขาทำ โดยไม่พูดอะไร หรือ พูดบอกแค่ห้ามทำ แต่เราก็ไม่เข้าไปทำอะไรเลยเช่นกัน เด็กเรียนรู้จากการกระทำมากกว่าคำพูดบอก

 

“สอนเด็กเล็ก ต้องเข้าถึงตัว แล้ว ทำให้ดู ไม่ใช่ยืนพูดบอกเขาเฉยๆ”

 

ขั้นตอนการสอนเด็กเล็ก

 

ขันที่ 0 “ก่อนจะสอนอะไรเด็ก ต้องสร้างสายสัมพันธ์กับเขาก่อนเสมอ”

ถ้าเราอยากให้เด็กทำในสิ่งที่เราสอน เราต้องมีความสำคัญกับเขา และเขาก็รู้ด้วยว่า ตัวเขาสำคัญกับเรา

เด็กจะอยากทำเพื่อคนที่เขารัก การสอนจะเป็นเรื่องง่ายขึ้นอีกมาก

***การสร้างสายสัมพันธ์ ไม่ใช่การตอบใจ แต่ใช่การมีเวลาคุณภาพ อ่านนิทาน เล่นด้วยกัน ทำงานบ้าน สัมผัสหอม กอด และการพูดคำไหนคำนั้น อธิบายสั้นๆ คือ “สิ่งไหนได้คือได้ สิ่งไหนไม่ได้คือไม่ได้ ไม่ตามใจในสิ่งที่ไม่เหมาะสม กล้าขัดใจเด็กในสิ่งที่ถูก และจริงใจกับความสัมพันธ์ที่เราสร้างกับเขา”

ดังนั้น ผู้เลี้ยงดูหลักหรือพ่อแม่คือบุคคลแรกที่สามารถสร้างสายสัมพันธ์แบบนี้ได้ แต่ถ้าเราเป็นผู้เลี้ยงดูรอง (ไม่ได้เลี้ยงตลอดเวลา) อาจจะไม่สามารถสร้างสายสัมพันธ์แบบนี้ได้เต็มร้อย

 

***

 

ขั้นที่ 1 “ตั้งกติกาให้ชัดเจนในบ้าน ซึ่งขออนุญาตแนะนำให้เริ่มจาก “กฎ 3 ข้อ” ห้ามทำร้ายผู้อื่น ห้ามทำร้ายตนเอง ห้ามทำลายข้าวของ”

เด็กอาจจะไม่เข้าใจวันนี้ แต่เราต้องตั้งกติกาให้ชัดเจนเพื่อให้คนที่บ้านเข้าใจตรงกันว่า เราจะใช้หลักยึดอะไรในการ “ห้าม” หรือ “ไม่ห้าม” ให้เด็กทำอะไร คนที่บ้านควรไปในทิศทางเดียวกันก่อนเสมอ เพื่อป้องกันเด็กสับสน

 

***

 

ขั้นที่ 2 “เมื่อมีกติกาที่ชัดเจนแล้ว หากเด็กทำผิดกติกาดังกล่าว ให้สอนเขาทันที”

ยกตัวอย่าง ในกรณีที่เด็กทำร้ายผู้อื่นโดยเจตนา

เด็กเข้าไปตีคนอื่นเพราะโมโหหรือถูกชัดใจ ให้เราเข้าไปจับมือเขาทันทีพร้อมมองตาเขาและบอกเขาชัดเจนว่า “ไม่ตีค่ะ/ครับ”

แต่ถ้าเด็กยังทำต่อหรืออาละวาดหนักขึ้น ให้เราพาเด็กออกมาจากบริเวณดังกล่าวทันที แล้วมานั่งบริเวณที่สงบข้างๆ กัน พร้อมบอกเขาว่า “ไม่ตีค่ะ/ครับ” เมื่อเขาพร้อมฟัง ให้เราบอกเขาว่า “ถ้าพร้อมแล้ว ให้นับ 1-10 ตามนะ” โดยให้เราเป็นฝ่ายนับนำเขา เช่น เรานับ “1” เด็กนับตาม “1” แล้วค่อยนับต่อไปจนถึง 10 แต่ถ้าเด็กพยายามนับนำเรา เราบอกเขาว่า ให้เราเริ่มนับให้ โดยชี้นิ้วช่วย เช่น ชี้ที่เรานับ “1” แล้วชี้ที่เขานับ “1” สับกันไปจนถึง 10

สาเหตุที่ให้เด็กนับเลข ก็เพื่อตรวจสอบความพร้อมฟังเราจริงๆ และให้เขาได้สงบลง

นับจบถึง 10 ด้วยกัน ให้เราสอนเขาว่า “ลูกโมโหได้ ลูกร้องไห้ได้ แต่ลูกจะตีคนอื่นไม่ได้ ถ้าลูกโมโห แล้วลูกอยากตี ให้ลูกมาหาแม่นะ แล้วแม่จะช่วยหาที่ที่ลูกสามารถปล่อยพลังได้”

 

ยกตัวอย่าง ในกรณีที่เด็กทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ได้เจตนา

เด็กเล็กมักจะมีปัญหากับการสื่อสาร เมื่อพูดไม่ทันความคิด หรือ สื่อสารไม่ตรงกับใจ เขาเลือกที่ใช้ร่างกายตอบสนอง เพราะทันใจเขากว่า เด็กเล็กจึงเป็นนักขว้า หยิก จับ กำ และตี ที่เร็วมาก ดังนั้นเมื่อผู้ใหญ่ควรสอนเขาสื่อสารนั่นเอง (ให้อ่านในขั้นที่ 3 เพิ่มทักษะสื่อสารได้อย่างไร)

นอกจากนี้เด็กเล็กมีการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้เขาควบคุมได้ยากลำบากกว่าผู้ใหญ่มากนัก เขาอาจจะอยากแค่เขามาจับ แต่กลายเป็นจับแรงจนของพัง หรือ เขาอยากเรียกเราโดยการสะกิด ก็กลายเป็นการตีเสียอย่างนั้น ดังนั้นผู้ใหญ่สอนเขาได้โดยการจับมือเขา แล้วพาสัมผัสสิ่งต่างๆ อย่างแผ่วเบา เช่น เด็กอยากเรียกพี่ แล้วไปตีพี่แทน ให้เราจับมือเด็ก แล้วสอนเขาพูดว่า “พี่ๆ” แล้วให้เอามือไปสัมผัสหลังพี่เบาๆ หรือ ลองให้เขาสัมผัสจากการลองสัมผัสมือเราเบาๆ ก่อน ก็ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถสอนทักษะนี้ได้ผ่านการเก็บของเล่น ให้เขาลองเก็บเบาๆ ถ้าทำไม่ได้ ให้เราจับมือเขาเก็บ เด็กจะจดจำน้ำหนักมือ และลักษณะการสัมผัสได้ดีขึ้น

 

“สำคัญมากที่ผู้ใหญ่ต้องหาทางออกให้เด็กด้วย ไม่ใช่แค่ห้ามเขาเพียงอย่างเดียว”

 

เมื่อทุกอย่างจบลง อย่าลืมพาเขาไปขอโทษคนที่เขาทำร้าย หรือ คนที่เขาไปทำของๆ เขาพังด้วย สอนให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำจะเก็บกวาด เข้าไปขอโทษ แล้วกอด ก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ ถ้าเด็กยังไม่ยอมพูดขอโทษ ไม่เป็นปัญหา เราพูดไปกับเขา จับมือเขาทำได้ ไม่ต้องคาดหวังว่า เขาต้องทำมันได้วันนี้ ทำไปเรื่อยๆ เด็กจะเรียนรู้เมื่อถึงเวลาที่พร้อมค่ะ เคล็ดลับให้ทำจนเป็นนิสัยค่ะ

 

***

 

ขั้นที่ 3 “เพิ่มทักษะการสื่อสารให้เด็ก”

เด็กบางคนใช้การตี การทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ได้มีเจตนาเพื่อทำร้ายใคร แต่เขาใช้การทำร้ายเพื่อเรียกร้องความสนใจให้ผู้อื่นสนใจหรือมาเล่นกับเขา ดังนั้น เมื่อเรารู้ว่า เด็กตีเรา เพราะเขาอยากให้เราสนใจ ให้ตอบสนองด้วยการจับมือเขาทันทีเมื่อเขาจะตี แล้วพูดกับเขาว่า “ไม่ตีค่ะ/ครับ ถ้าอยากให้เเม่เล่นด้วย ให้พูดว่า แม่มาเล่นกัน” หรือ ถ้าเขาปาอาหารลงพื้นเพราะอิ่มแล้วหรือไม่อยากกิน ให้เราจับมือเขาทันที แล้วพูดกับเขาว่า “ไม่ปาค่ะ/ครับ ถ้าไม่กินแล้วให้พูดว่า พอแล้ว”

 

อย่าให้ท้าย เช่น เมื่อผู้ใหญ่คนหนึ่งสอนเด็กไม่ให้ตีคนอื่น แต่ผู้ใหญ่อีกคนบอกเขาว่า “ปล่อยมันไปเถอะ มันยังเด็ก” การเป็นเด็กไม่ใช่ข้ออ้างของการทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการไปทำร้ายคนอื่น ดังนั้นอย่าให้ท้ายเขา ไม่ยิ้ม หรือ หัวเราะให้กับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก ให้ทำหน้านิ่งและน้ำเสียงจริงจัง (กดเสียงต่ำลงหน่อย) เวลาสอนเขา (แต่ก็ไม่ใช่ตะคอก ขึ้นเสียง หรือ ทำหน้ายักษ์ใส่เขา) ส่วนผู้ใหญ่ท่านอื่นถ้าเขาไม่สามารถสอนเด็กได้ ให้เราไม่ให้ท้ายเด็ก แต่ถ้าเราป้องกันไม่ได้ว่า ที่บ้านมีผู้ใหญ่ที่ยังให้ท้ายเขา ให้เราพาเด็กมาสอนเดี่ยวๆ กับเราในห้องที่ไม่มีผู้ใหญ่ท่านอื่น

 

การที่เด็กไม่สามารถสื่อสารได้ ทำให้เขาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นหน้าที่ของผู้ใหญ่ คือ การสอนเขาสื่อสารอย่างเหมาะสม เมื่อเด็กสื่อสารบอกความต้องการหรือปฏิเสธได้ เขาจะเลือกสื่อสารแทนการทำพฤติกรรมดังกล่าว

 

***

 

ขั้นที่ 4 “สอนสม่ำเสมอ และทุกครั้งที่มีโอกาส”

เมื่อเด็กทำผิดกติกา อย่าปล่อยผ่าน แม้จะเล็กๆ น้อยๆ เพราะการปล่อยผ่านครั้งเดียว ทำให้พฤติกรรมดังกล่าวยังคงอยู่ต่อไป สำหรับเด็ก ถ้าเราไม่ให้ทำอะไร แล้วเขาเผลอทำได้ครั้งหนึ่งจาก 100 ครั้ง นั่นก็มากพอที่จะทำให้เขาอยากลองทำต่อ (พฤติกรรมแบบนี้ก็พบในผู้ใหญ่เราเช่นกัน ยกตัวอย่างเวลาเราเสี่ยงดวง ซื้อหวย ขอแค่ถูกสักครั้งจากร้อยครั้ง เราก็อยากซื้อต่อ)

เด็กบางคนอาจจะใช้เวลาเรียนรู้นานกว่าเด็กคนอื่น ดังนั้นเราสอนเขาครั้งแรก เด็กอาจจะยังไม่เรียนรู้ เขาอาจจะเรียนรู้ครั้งที่ 100 ก็เป็นได้ ดังนั้นอย่าปล่อยโอกาสให้ผ่านเลย หากมีโอกาสสอน ให้สอนทุกครั้ง

 

***

 

ขั้นที่ 5 “เด็กก็คือเด็ก เขาต้องการพื้นที่ปล่อยพลัง”

อย่าคาดหวังให้เด็กต้องเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ เพราะธรรมชาติของเด็กคือการเล่นซน

เราควรมีพื้นที่ให้เขาได้เป็นเด็ก เล่นซนเหมือนเด็กด้วย ถ้าเราเอาแต่ห้ามเขา พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจะเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพราะเด็กเป็นเด็กซน แต่เพราะเราคาดหวังให้เขาไม่ให้เป็นเด็กต่างหาก

 

***

 

สุดท้าย การสอนเด็กที่ดีที่สุด คือ การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเขา ไม่ใช่ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แต่ให้ใช้ความสงบและความรักในการสอนเขาแทน


บทความโดย

เมริษา ยอดมณฑป นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัว เจ้าของแฟนเพจตามใจนักจิตวิทยา