image

“ลูกร้องไห้ไม่ไปโรงเรียน”

28 ก.พ. 64 เวลา 09.00 น.
Share

 ความรู้ที่ควรมีเมื่อถึงวัยที่ลูกต้องไปโรงเรียน...

 

1.อายุเด็ก

อายุน้อยสุดที่ลูกจะปรับตัวโดยไม่ทรมานใจมาก คือ 3 ปีขึ้นไป เพราะเด็กสามารถ “เก็บความคิดถึงแม่เพื่อรอพบเจอกัน”” ตอนที่แม่มารับได้ (เรื่องนี้เกี่ยวกับความสามารถของสมอง)

 

ถ้าอายุน้อยกว่านี้ เด็กจะเข้าใจ “การเก็บและรอให้เจอ” ได้ยากกว่า เพราะเกี่ยวเนื่องกับ “กาลเวลา” ที่เด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจ

 

แต่ถามว่าถ้าจะให้ไปจริงๆล่ะ ทำได้มั๊ย คำตอบก็คือ ทำได้ค่ะ เพราะประเด็นอยู่ที่ความไม่เข้าใจกาลเวลา ไม่ใช่ประเด็นเด็กกลัวอะไรที่โรงเรียน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กจะปรับตัวโดยทรมานใจมากกว่าเด็กที่อายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป...

 

ที่บอกว่าทรมานใจนั้น หมายถึงทั้งพ่อแม่และเด็กค่ะ พ่อแม่หลายคนรู้สึกแย่เหมือนกันเมื่อเห็นลูกร้องไห้นานๆ แต่หลายบ้านก็เลือกไม่ได้จริงๆ อันนี้หมอเข้าใจนะคะ เพราะแต่ละบ้านมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป งั้นลองอ่านต่อนะคะว่า ลูกทรมานใจ เป็นอย่างไร

 

สิ่งที่เราจะเห็นในตัวลูกก็คือ พฤติกรรมที่แสดงออกตอนแยกจาก เด็กจะร้องไห้มาก ร้องไห้นาน และจะร้องติดกันหลายๆสัปดาห์จนถึงเป็นเดือน

 

ส่วนพฤติกรรมที่บ้านก็คือ งอแงมากขึ้น หงุดหงิดมากขึ้น ติดแม่มาก กลัวแม่หาย ไม่ให้แม่ไปไหนได้เลย ทั้งนี้เพราะเด็กไม่เข้าใจการแยกจากและการคืนกลับที่อยู่ภายใต้กาลเวลา จึงกลัวว่าจะโดนอีกเหมือนตอนไปโรงเรียน

 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะทรมานแบบนี้ไปตลอด เมื่อไปโรงเรียนได้หลายๆสัปดาห์ เด็กจะเริ่มปรับตัวได้ค่ะ นั่นก็เพราะเด็กเข้าใจแล้วว่า “การแยกจากและคืนกลับกินเวลาประมาณนี้” โดยเด็กเรียนรู้จากตารางกิจกรรมของโรงเรียน เช่น พอตื่นมา ฟังนิทานเสร็จแล้ว แม่ก็มารับ

 

เมื่อลูก “คาดคะเน” เหตุการณ์ได้ และแม่ก็มาจริงๆ ใจลูกจะสงบลง การปรับตัวก็เลยเกิดขึ้น ดังนั้น พ่อแม่ต้องมารับตรงตามเวลาที่บอกเด็กไว้ เพราะจะช่วยให้เด็กมั่นใจการคาดคะเนของตนเอง

 

เราจะเห็นว่า เด็กปรับตัวตามประสบการณ์ที่เผชิญเองในหลายๆสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเด็กอายุมากกว่า 3 ปีก็เรียนรู้ตรงนี้เหมือนกัน เพียงแต่เข้าใจเร็วกว่าก็เลยทำให้เราเห็นเขาร้องไห้สั้นกว่าเด็กเล็กๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ก็ไม่ร้องไห้แล้ว

 

 เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ก็พบว่า ไม่ว่าเด็กอายุเท่าไร สุดท้ายก็เข้าใจค่ะ

 

แต่ก็ได้ข้อสรุปว่า ยิ่งอายุน้อยลงเท่าไร เด็กก็ยิ่งไม่เข้าใจ ก็จะยิ่งทรมานใจ ก็จะยิ่งปรับตัวนานค่ะ

 

หมอมักแนะนำพ่อแม่แบบนี้ ถ้าเลือกได้ ขอให้รอลูกอายุ 3 ปีขึ้นไป แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็ขอให้อายุน้อยสุด ไม่น้อยกว่า 2 ปี เพราะถ้าเล็กกว่านี้ เด็กยังไม่ 2 ขวบจะเข้าใจเรื่องกาลเวลา การแยกจากและคืนกลับยากมากๆๆๆเลยค่ะ

 

 

2.คุณสมบัตในตัวเด็ก

-เด็กที่มีทักษะสมองส่วน EF ดี พ่อแม่เลี้ยงด้วยวินัยเชิงบวก มักปรับตัวเร็วกว่าค่ะ
-เด็กที่เอาแต่ใจ ช่วยเหลือตนเองไม่เป็น พี่เลี้ยงทำให้ พ่อแม่ตามใจ ไม่ได้ฝึกวินัยเพราะคิดว่าเล็กอยู่ พอไปโรงเรียนจะมีปัญหาการปรับตัวมาก เพราะไม่มีใครตามใจและทุกอย่างต้องช่วยตนเองสุดๆ
-เด็กที่ถูกปล่อยปละละเลย หรือไม่มีคนสนใจ อาจปรับตัวได้ดี เพราะอยู่โรงเรียนมีครูสนใจ (ถ้าครูสนใจนะคะ)
-เด็ก slow to warm up หรือเด็กกลุ่มปรับตัวช้า อาจใช้เวลานานกว่า แต่หมอพบว่าถ้า EF ดีก็ไม่ค่อยเห็นปัญหาเท่าไรค่ะ 
-โดยสรุป เลี้ยงลูกเชิงบวก สร้างสมอง EF เป็นต้นทุนเอาไว้ดีที่สุด (ช่วยเหลือตนเอง ช่วยงานบ้าน พ่อแม่ไม่ตามใจ) เพราะไม่ว่าลูกจะไปโรงเรียนหรือเผชิญปัญหาเรื่องเพื่อน หรืออื่นๆ เขาจะปรับตัวได้เร็ว

 

 

3.คุณสมบัติของโรงเรียน

โรงเรียนที่เด็กจะปรับตัวง่ายคือ มีนโยบายให้เด็กเรียนรู้และเล่นอิสระ มีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กสำรวจ ไม่ใช่โรงเรียนเชิงวิชาการ

 

 

4.คุณสมบัติของครู

คุณครูที่มีจิตวิทยาในการช่วยเด็กสงบ เข้าใจเด็กจะทำให้เด็กปรับตัวเร็วขึ้น

 

ในทางตรงกันข้าม คุณครูที่ขู่เด็ก เช่น “ถ้าหนูไม่เงียบ แม่จะไม่มารับนะ” จะยิ่งทำให้เด็กไม่อยากมาโรงเรียน เพราะเด็กกลัวตัวเองเงียบไม่ได้แล้วแม่ไม่มารับ

หรือ เด็กหลายคนปรับตัวได้แล้ว อยู่ๆเริ่มไม่อยากไปโรงเรียนก็มีค่ะ คุยไปมาพบว่า มีครูมาช่วยสอนบางคาบ ครูคนนี้ขู่เด็กว่า “จะไม่ให้กลับบ้าน ถ้ากินข้าวไม่หมด” เด็กก็เลยกลัวการมาโรงเรียน เพราะถ้ากินข้าวไม่หมด จะอดกลับบ้าน ดังนั้น ถ้าจู่ๆเด็กไม่อยากไปโรงเรียนทั้งๆที่ไม่ร้องไห้แล้ว ต้องมองหาสาเหตุที่โรงเรียน ทั้งครูและเพื่อนด้วยค่ะ

 

หรือ ครูที่ดุ ตะคอก ตีเด็ก เสียงดังกับเด็กๆในห้องตลอดเวลา เด็กก็ไม่อยากมาโรงเรียนเหมือนกัน

 

ที่หมอบอกว่า โรงเรียนควรมีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กวิ่งเล่น อิสระ เกี่ยวเนื่องมาข้อนี้ด้วย หากเด็กอยู่แต่ในห้อง ไม่มีพื้นที่ให้วิ่งเล่นตามพัฒนาการ เด็กก็ต้องซนในห้องแทน ทำให้ครูต้องดุ ตะคอก หรือตี เด็กก็ย่อมไม่อยากมาโรงเรียน

 

อันที่จริง ขอแค่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้เป็นตัวของตัวเองเท่านั้น ครูก็ไม่ต้องดุเด็กกับเรื่องแบบนี้ เก็บพลังงานของครูไปใช้กับเรื่องอื่นดีกว่า

 

อีกประเด็นก็คือเรื่องเพื่อน กรณีเด็กมีปัญหากับเพื่อน ถ้าคุณครูสามารถสอดส่องและช่วยเหลือเด็กให้แก้ปัญหากันได้ ก็จะช่วยได้มากเลย

 

โดยสรุป

เด็กร้องไห้ไม่ไปโรงเรียน ต้องหาสาเหตุทุกข้อตามที่เขียนไว้ค่ะ เราไม่สามารถมองแค่มุมเดียวแล้วแก้ปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่น เด็กอายุมากกว่า 3 ปี เข้าโรงเรียนที่ครูมีจิตวิทยาดี เป็นโรงเรียนไม่เน้นวิชาการด้วย แต่เด็กก็ยังร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียนนานหลายเดือน แบบนี้ต้องกลับมาดูที่บ้าน

 

พบว่าเมื่ออยู่บ้าน เด็กเป็นศูนย์กลางของทุกคนเลย เด็กเอาแต่ใจ ไม่ชอบช่วยตนเอง ชอบสั่งพ่อแม่และพี่เลี้ยง ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหา ก็ต้องกลับมาแก้ที่บ้าน ไม่ใช่ที่โรงเรียน

 

ขอแนะนำคุณพ่อคุณแม่

รับมือเด็กๆที่ร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน ด้วยการแยกจากในช่วงเช้าให้สั้นที่สุด อย่าลังเล ให้กอดหอมกันให้เสร็จตั้งแต่ในรถ บอกลูกว่า มารับหลังจากตื่นนอนบ่าย... พอส่งให้ครูแล้วก็หันกลับเลย ถ้าพ่อแม่ไม่หวั่นไหว ลูกจะมั่นใจ

 

 ส่วนช่วงเย็น

ลูกอาจงอแงมากขึ้น ติดแม่มากขึ้น ก็ต้องมีเวลากับลูกมากขึ้นค่ะ อย่าเผลอตามใจลูกมากเกินไป ให้ใช้เวลาเล่นกับเขามากขึ้นดีกว่า และเพิ่มการฝึกลูกช่วยเหลือตัวเองอย่างใจเย็นๆ ค่อยๆสอนและชื่นชมลูกมากๆ ลูกถึงจะปรับตัวที่โรงเรียนได้ดีค่ะ

 

 เป็นกำลังใจให้นะคะ

 

บทความโดย

หมอเสาวภา พรจินดารักษ์ กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก เจ้าของเพจหมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก