image

ยาลดความอ้วนที่ชื่อว่า ‘ธรรมชาติ’

04 มี.ค. 64 เวลา 10.03 น.
Share

จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม...

แต่ปัญหาโรคอ้วนในเด็กส่วนใหญ่นั้น

ล้วนมีสาเหตุหลักมาจาก ‘พ่อแม่’ อย่างเราๆ นี่แหละครับ

 

สองปีก่อน นักวิจัยขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (UNFAO) เคยออกมาเตือนว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค อัตราโรคอ้วนในเด็กกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศมีผู้น้ำหนักเกินมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

ตามรายงานของมูลนิธิทอมป์สัน รอยเตอร์ พบว่าระหว่างปี 2000-2016 เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่น้ำหนักเกินมีจำนวนเพิ่มขึ้น 38 เปอร์เซ็นต์ และยังมีแนวโน้มแย่ลงต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของโรคอ้วนในผู้มีอายุน้อยนี้เป็นเรื่องน่ากังวล เพราะเด็กที่มีน้ำหนักเกินมีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคตับมากกว่าผู้ใหญ่

 

นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมของสหราชอาณาจักรชี้ว่า ‘อ้วนแต่แข็งแรง’ ไม่เคยมีอยู่จริง เรื่องนี้เปิดเผยในที่ประชุมว่าด้วยปัญหาโรคอ้วนของยุโรป (European Congress on Obesity) โดยนักวิจัยได้ทำการติดตามศึกษาข้อมูลสุขภาพชาวอังกฤษ 3.5 ล้านคนเป็นเวลาสิบปี นับตั้งแต่ปี 1995-2015 โดยเลือกติดตามเฉพาะผู้ที่จัดว่าอ้วน โดยมีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปตั้งแต่เริ่มแรก และยังไม่มีอาการของโรคใดๆ ปรากฏ 

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับพบว่าคนกลุ่มนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการหัวใจวายหรือป่วยด้วยโรคหัวใจ รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง เมื่อเทียบกับผู้ที่มีน้ำหนักปกติ แม้จะมีค่าตรวจวัดทางสุขภาพต่างๆ ตามเกณฑ์ในตอนแรก จนดูเหมือนว่ามีสุขภาพร่างกายโดยรวมดีอยู่ก็ตาม 

 

ปัญหา ‘อ้วน’ ในเด็กนั้น จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะนอกจากโรคร้ายที่ตามมา ความอ้วนยังทำให้การดำเนินชีวิตของเด็กๆ ยากขึ้น ไม่ว่าจะเดิน นั่ง เล่น รวมไปถึงพัฒนาการตามต่างๆ ก็จะไม่ดีเท่าที่ควร ร้ายกว่านั้นยังเสี่ยงต่อการถูกบูลลี่จากเพื่อนๆ ซึ่งอาจจะกลายเป็นปมด้อย กระทั่งกลายเป็นปัญหาในการดำรงชีวิตได้ในอนาคต 

 

ที่สาธยายมายืดยาว ผมเพียงอยากจะบอกว่า ความอ้วนในเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องน่ารักน่าเอ็นดูอีกแล้ว เปลี่ยนความคิดเถอะครับว่า เด็กอ้วนคือเด็กสมบูรณ์ แล้วเรามาช่วยกันแก้ไข ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ทั้งการกิน การออกกำลังกายของลูกและเรา ก่อนที่อะไรๆ มันจะสายไป

 

โดยสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อเหลือเกินว่า มันจะช่วยคลี่คลายปัญหาเรื่องน้ำหนักทั้งลูกและเราได้ ก็คือ ธรรมชาติ นี่แหละครับ ดึงตัวเราและลูกออกมาจากการนั่งๆ นอนๆ อยู่กับ หน้าจอ ไม่ว่าจะคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือโทรทัศน์ แล้วชวนกันวิ่งไล่ ป่ายปีน โลดโผน ผจญภัย ฯลฯ ไปในธรรมชาติ เพียงวันละ 1-2 ชั่วโมง นอกจากสุขภาพที่จะได้กลับคืนมา ธรรมชาติยังเป็นห้องเรียนห้องใหญ่ที่จะช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรมากมาย 

 

เชื่อผมเถอะว่า การอยู่กับธรรมชาติไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ มันไม่ใช่แค่การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แต่มันคือการลงทุนที่คุ้มค่าทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ ความคิด จิตใจ และอาจจะลงลึกถึงจิตวิญญาณกันเลยทีเดียว 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก 

www.bbc.com/thai 

 

บทความโดย Tor Rungrojn