image

5 การค้นพบครั้งสำคัญใต้มหาสมุทร

13 ม.ค. 65 เวลา 18.00 น.
Share

โลกเราปกคลุมด้วยน้ำร้อยละ 70 ของทั้งหมด คิดเป็น 3/4 ส่วน แบ่งออกเป็นมหาสมุทรขนาดใหญ่ ทะเลขนาดย่อยอีกหลายแห่ง และแม้ว่าในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย ทว่า "โลกใต้น้ำ" ก็ยังคงเต็มไปด้วยความลับ ที่รอให้ผู้คนลงไปค้นพบ ALTV จึงนำการค้นพบครั้งสำคัญจากโลกใต้น้ำมาฝากท่านผู้อ่านทุกท่านกัน

ที่มา: Space.com

ชิ้นส่วนเครื่องยนต์จากยาน Apollo 11

หลังจากจรวดขนส่งอวกาศลำแรกของโลกในโครงการ Apollo 11 พามนุษย์เหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก เครื่องยนต์ F-1 ที่ติดตั้งอยู่กับจรวด Saturn V ในโครงการ Apollo ก็ได้จมลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกภายใต้ความลึก 14,000 ฟุต ก่อนหน้า นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) เหยียบดวงจันทร์เพียงไม่กี่วัน 

ชายผู้ค้นพบสิ่งประดิษฐ์อันน่าทึ่งนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก "เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos)" ผู้ก่อตั้ง Amazon.com เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของโลก ผู้ซึ่งให้ทุนสนับสนุนการปฏิบัติการสำรวจใต้น้ำ ภายใต้โครงการเบโซส์เอกซ์พีเดชันส์ (Bezos Expeditions)

ในการสำรวจด้วยเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุใต้น้ำ (Sonar) ทีมสำรวจค้นพบเครื่องยนต์ F-1 ทั้งหมด 5 ชิ้น สามารถกู้ขึ้นได้ 2 ชิ้น เครื่องยนต์เหล่านี้เผาไหม้เพียงไม่กี่นาทีหลังจากส่ง Saturn V ขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นได้ร่วงล่นสู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก ตามที่องค์กรนาซ่า (NASA) คาดการณ์ไว้

แม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่า 40 ปี เครื่องยนต์ F-1 ก็ยังจัดเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังด้วยแรงขับเคลื่อน 32 ล้านแรงม้า และการเผาไหม้น้ำมันก๊าดและออกซิเจนเหลว 6,000 ปอนด์ทุกวินาที เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ของมนุษย์อีกชิ้นหนึ่งเลยก็ว่าได้

ที่มา: Roger Raymond

พีระมิดปริศนา

ใต้พื้นน้ำบริเวณเกาะโยนากุนิ (Yonaguni) ทางตะวันตกของญี่ปุ่น โครงสร้างหินขนาดใหญ่รูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายพีระมิด ความยาวกว่า 50 เมตร กว้าง 20 เมตร ตั้งอยู่อย่างลึกลับ จนถึงปัจจุบันยังคงเป็นปริศนาว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่นี้คือเศษซากอารยธรรมของคนโบราณ หรือความบังเอิญที่ธรรมชาติสร้างขึ้นกันแน่ ?

โครงสร้างหิน หรือที่เรียกว่า "อนุสรณ์โยนากุนิ (Yonaguni Monument)" ถูกค้นพบโดยชายชาวญี่ปุ่น นามว่า คิฮาชิโระ อาระทาเกะ ครูสอนดำน้ำท้องถิ่น ที่ได้ออกสำรวจชายฝั่งเพื่อเสาะหาแลนด์มาร์กสำหรับการท่องเที่ยวแห่งใหม่ แล้วบังเอิญไปเจอเข้ากับโครงสร้างหินรูปร่างคล้ายวิหารขนาดมหึมา จึงได้ติดต่อให้เหล่านักธรณีวิทยาท้องทะเลเข้ามาสำรวจหาที่มาที่ไป 

มีนักวิชการจำนวนไม่น้อยสันนิษฐานว่ามันคือสิ่งปลูกสร้างของคนโบราณ มากกว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หนึ่งในนั้นคือ มาซาอากิ คิมูระ (Masaaki Kimura) นักธรณีวิทยาท้องทะเล ที่ได้ดำน้ำสำรวจด้วยตนเองนานนับสิบปี และเชื่อว่าสิ่งนี้คือเศษซากเมืองโบราณอายุราว 5 พันปี ที่จมสู่ท้องทะเลจากสินามิเมื่อปี ค.ศ. 1717 พิสูจน์ได้จากร่องรอยการแกะสลักตัวอักษร หรือรูปแกะสลักที่ยากจะเชื่อว่าเป็นฝีมือของธรรมชาติ

ในขณะเดียวกันนักวิชาการคนอื่น ๆ ก็ได้ลงความเห็นว่า มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแน่นอน เพราะหากเทียบเคียงอายุของโครงหินนี้ มีมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง (Iced age) ซึ่งแน่นอนว่าในหน้าประวัติศาสตร์ไม่ปรากฏว่ามีอารยธรรมใดในยุคนั้น มีเทคโนโลยีหรือความสามารถมากพอที่จะสร้างวิหารใหญ่โตขนาดนี้ได้

ที่มา: Christoph gerigk

เมืองโบราณที่(เคย)หายสาบสูญ 

เกือบ 1200 ปี มาแล้วที่ "มืองเฮราคลีออน (Heracleion)" เมืองท่าอันรุ่งเรื่องที่ปรากฏอยู่ในบันทึกของเฮโรโดตัสได้สูญหายไป และในปี ค.ศ 2000 มันถูกค้นพบอีกครั้งที่ใต้น้ำลึกลงไป 30 ฟุต บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ ห่างจากเมืองอเล็กซานเดรียไป 30 กิโลเมตร 

จากการสำรวจบริเวณรอบเมืองโบราณ ได้มีการค้นพบของล้ำค่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น เหรียญทองคำ เครื่องประดับ อัญมณี หรือซากเรือหลายลำ ที่บ่งบอกถึงฐานะของคนในเมืองได้เป็นอย่างดี ตรงกันกับคำบอกเล่าในพงศวดารบางเล่ม ที่ระบุไว้ว่าเฮราคลีออนเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งของอียิปต์ โดยเหล่านักวิชาการเชื่อว่าเมืองท่าแห่งนี้จมสู่ก้นบึ้งมหาสมุทรอย่างฉับพลัน ผู้คนจึงทิ้งสิ่งของมีค่าเอาไว้มากมาย

นอกจากนี้ยังพบหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของเมืองนี้ คือ ศิลาดำ หรือ Stele of Thonis-Heracleion ศิลาโบราณสูง 1.9 เมตร เต็มไปด้วยอักษรเฮียโรกลิฟิก มีใจความถึงการมาเยือนของฟาโรห์นัคเตเนโบที่ 1 (Nectanebo I) เพื่อเรียกเก็บภาษีจากเรือสำเภาพานิยช์ที่เข้ามาเทียบท่ายังเมืองเฮราคลีออน แสดงให้เห็นถึงการเป็นเมืองท่าที่สำคัญในยุคนั้น 

ที่มา: TecdiveTV

แม่น้ำที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นน้ำ

“Cenote Angelita” หรือที่นิยมเรียกกันว่า “แม่น้ำใต้น้ำ ("Underwater River)” ถือเป็นอีกหนึ่งการค้นพบที่ชวนให้ประหลาดใจ เพราะเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายที่บนโลกจะมีแม่น้ำอยู่ในน้ำอีกที ซึ่งมันมีอยู่จริงลึกลงไปใต้พื้นน้ำ บริเวณคาบสมุทรยูคาตัน (Yucatan Peninsula) ระหว่างทะเลแคริบเบียนและอ่าวเม็กซิโกทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเม็กซิโก

แม้มองด้วยตาเปล่าจะเหมือนแม่น้ำสายหนึ่ง แต่ Cenote Angelita เป็นร่องหลุมขนาดใหญ่ ที่มีการปะปนกันระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็มหลายชั้น ส่วนสิ่งที่เหมือนเส้นทางน้ำที่มีหมอกปกคลุมนั้น แท้จริงแล้วเป็นกลุ่มก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่าสุดเข้มข้น (หากสูดดมเข้าไปนาน ๆ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต!) เกิดจากการทับถมและย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิตที่สะสมอยู่ที่ก้นหลุมจำนวนมาก จนเกิดเป็นชั้นหมอกหนาไหลโค้งไปตามเส้นทาง ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้ใบหญ้าและเนินดิน มองเผิน ๆ ที่แห่งนี้จึงเหมือนแม่น้ำสายหนึ่งนั่นเอง  

ที่มา: The jacksonville Daily News, Chuck Beckley

ปืนใหญ่โจรสลัดแบล็กเบียร์ด 

ใต้ท้องมหาสมุทรนอกชายฝั่งนอร์ทแคโรไลนา ซากปืนใหญ่ยาวแปดฟุตจำนวน 5 กระบอกนอนก้นอยู่ ปืนใหญ่เหล่านี้มีอายุถึง 300 ปี และมีการสันนิษฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรือโจรสลัดในตำนาน The Queen Anne’s Revenge เรือประจำกายของโจรสลัดแบล็กเบียร์ด หรือ ไอ้เคราดำ

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างทีมนักวิทยาศาสตร์ กรมทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งนอร์ทแคโรไลนา ร่วมกับหน่วยยามชายฝั่ง ที่ได้ทำการกู้ซากปืนใหญ่จำนวน 5 กระบอก น้ำหนักกว่า 2,000 และ 3,000 ปอนด์ขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งจัดว่าเป็นปืนใหญ่ที่ขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เก็บกู้มา และคาดว่าน่าจะผลิตในประเทศสวีเดน เช่นเดียวกับปืนใหญ่อีก 40 กระบอกที่กู้คืนแล้ว โดยปืนใหญ่ทั้ง 5 มีแนวโน้มที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์การเดินเรือนอร์ธแคโรไลนาในเมืองโบฟอร์ต ในส่วนของคลังเก็บโบราณวัตถุเพื่อการศึกษาเรียนรู้ต่อไป

 

จากการค้นพบเหล่านี้ทำให้เห็นว่านอกเหนือจากปลาทะเลและปะการังสวย ๆ ที่เรามักพบเห็นจากการไปดำน้ำก็ดี หรือตามสารคดีก็ดี โลกใต้น้ำยังคงมีอีกด้านที่พิศวงและลึกลับรอการค้นพบอีกมากมาย และถ้าหากใครสนใจเกี่ยวกับทักษะการดำน้ำเพื่อเป็นสกิลติดตัวไว้ใช้สำรวจโลกใต้น้ำ สามารถรับชมเทคนิคดี ๆ ได้ที่รายการ The Camp ค่ายหรรษา ตอน แคมป์ใคร ๆ ก็ดำได้ 

 

 

ที่มา: CNN The gardian Silpa-Mag Space Roger raymond

Share