image

สังขยาเตาถ่านคุณยายอร Food Heritage เล่าเรื่องชีวิตบ้านสวนที่เชื่อมโยงคนจากสองยุคสมัย

31 มี.ค. 65 เวลา 09.09 น.
Share

หลายคนน่าจะรู้จัก Little Tree Garden ในอำเภอสามพราน กันอยู่แล้ว กับอาณาจักรของของธุรกิจครอบครัวบนพื้นที่บ้านสวน ประกอบด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และมุมขายต้นไม้ ต้นมะกอกนี่นางเอกของเรื่องเลย!

และหากคุณเคยแวะไปที่นี่มาก่อน ก็ต้องมีสักครั้งที่คุณได้เจอกับคุณยายอร เจ้าของสถานที่ ซึ่งคุณยายอรเป็นคุณแม่ของนักจัดสวน คุณวิทย์ - ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง และพี่สาว คุณปิ๋ม - ศิริลักษณ์ ริ้วบำรุง

และถ้าโชคดีกว่าอีก ที่คุณเกิดไปในช่วงแดดร่มลมตกพอดี คุณก็อาจได้พบกับคุณยายอรในชุดผ้าถุง สวมหมวกปีกกว้างใบโต เดินถือตะกร้าไปเก็บดอกไม้ เก็บผัก ในสวนสมุนไพรอีกฟาก ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Whispering Land คาเฟ่ในอาณาจักรเดียวกัน

เห็นไกลๆ จากร้อยเมตร คุณจะละสายตาจากคุณยายอรไปไม่ได้

“ทำไมคุณยายดูเรียบง่าย อบอุ่น มีความเป็นธรรมชาติ และสง่าจังนะ” นั่นคือประโยคต่อมาที่คุณอาจนึกรำพึงกับตัวเอง

โดยเฉพาะฝีมือการทำสังขยาเตาถ่านของคุณยายอรนี่ บอกได้เลยว่ารสชาติไม่เหมือนใครที่ไหน ทั้งความหอม และความเนียนนุ่ม ไม่หวานเกินไปจนทำให้กินแล้วรู้สึกผิด

 

วันหนึ่ง เพื่อน ๆ คุณปิ๋ม ตั้งกลุ่ม Food Swab ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนอาหารสูตรเฉพาะส่งให้กันชิมในช่วงโควิด สังขยาเตาถ่านของคุณยายอรกลายเป็นเมนูที่เพื่อนๆ คุณปิ๋มติดใจกันมาก คุณปิ๋มเลยทดลองทำขายที่ลิตเติลทรี และนำไปขายตามงานอีเวนต์ ออกกี่งานขายหมดทุกงาน ขายกันทีเป็นร้อยลูก

นอกไปจากรสมือการทำสังขยาของคุณยายที่มีความพิเศษแล้ว อีกมุมที่น่าสนใจพอๆ กันคือการนำสังขยาเตาถ่านสูตรโบราณมานำเสนอให้กับคนในยุคปัจจุบันผ่านเรื่องราวของแพ็กเกจจิ้งที่ใช้ ทั้งถุงคราฟต์ สติกเกอร์ ฟอนต์เรียบง่าย และโลโก้คุณยายอรในหมวกปีกกว้าง ที่ต้องบอกว่า พอเห็นสังขยาในลูกมะพร้าววางคู่อยู่กับถุงกระดาษนี้แล้ว เราเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมา

‘สังขยาจากครัวบ้าน ๆ ของย่ายาย อบอุ่นใจดี ความธรรมดาที่พิเศษ’

“ตอนนั้น ในกลุ่ม Food Swab จะมีธีมนึงที่พูดถึงคำว่า Food Heritage เรานึกไปถึงสังขยาที่แม่ทำให้กินตั้งแต่เด็ก จำได้ว่าตอนนั้นเราต้องไปช่วยแม่นั่งขูดมะพร้าวด้วย คือสมัยก่อนมันไม่มีขนมแบบสมัยใหม่ ไม่มีเค้ก หรือสโคนแบบทุกวันนี้ เวลาแม่จะทำขนมให้ลูก เขาก็ต้องคิดจากของที่มีอยู่ในสวน บ้านเราตอนนั้นเป็นสวนมะพร้าว มะพร้าวเต็มไปหมดเลย ฉะนั้นขนมหรืออาหารที่มีกะทิ เราจะได้กินกันบ่อยมาก

พอเราเริ่มทำขายที่ร้าน กลายเป็นว่าคนที่มากินสังขยาไม่ใช่แค่นั่งกินจบในร้าน แต่ต้องสั่งสังขยาคุณยายอรกลับไปเป็นของฝากกัน ซื้อกลับบ้านกันทีสี่ห้าลูก ซื้อไปเลี้ยงในงานแต่งงานก็มี พอสังขยาของแม่เริ่มเป็นที่นิยม เราก็เลยเริ่มทำโลโก้เพื่อสื่อสารความเป็นแม่

ทุกเย็น แม่จะชอบเดินเข้าสวนไปเก็บดอกไม้ เก็บพริก มะนาว มะละกอ ด้วยความรักสวยรักงาม ไม่อยากให้แดดทำลายผิว แม่ก็เลยจะชอบสวมหมวกปีกกว้าง เสื้อคลุมตัวโคร่ง ผ้าถุง และพกผ้าพันคอสีครามติดตัวไปด้วยเสมอ ภาพการแต่งตัวของแม่เราในลักษณะนี้ คนบ้านเราเห็นกันเป็นประจำ แต่ถ้าเป็นช่วงกลางวันที่ลูกค้าเข้ามาเยอะ ลูกค้าก็อาจจะได้เห็นคุณยายอรกับการแต่งตัวในอีกแบบ พอนึกถึงการทำโลโก้ เราก็เลยเลือกภาพของคุณยายอรที่เป็นภาพคุ้นชินของคนที่นี่

ฉันนั่งคุยกับคุณปิ๋มและคุณยายอรที่ Litlle Tree ในช่วงเที่ยงวันจันทร์ เป็นวันที่มีลูกค้าไม่มากนัก เหมือนอย่างวันเสาร์-อาทิตย์

ข้าวผัดปลาทู เมี่ยงดอกไม้ หมูต้มเค็มคุณยาย นั่นคือเมนูที่ฉันจับดินสอติ๊กลงไปบนรายการอาหารในแผ่นกระดาษสีขาว และปิดท้ายด้วยสังขยาเตาถ่านในลูกมะพร้าว เวลาตักสังขยากินคู่กับเนื้อมะพร้าวอ่อนนี่ ตายดีกว่า รสชาติละมุนไปหมด หอมจริง ๆ

ความพิเศษในสังขยาเตาถ่านของคุณยายคือรสมือที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ คือถึงจะรู้สูตร ก็ไม่มีทางทำออกมาเหมือน เพราะรสมือไม่ใช่เรื่องของสูตรการทำ แต่คือประสบการณ์ คือจังหวะของการขยำไข่เป็ดและไข่ไก่ที่ผสมอยู่ในใบตองแห้ง กะทิ และน้ำตาลมะพร้าวที่มีสีเข้มกำลังพอเหมาะ

ส่วนเทคนิคในการทดสอบระดับความหวาน คุณยายไม่ใช้การตักชิม แต่ใช้โสตสัมผัสในเรื่องของอุณหภูมิ

 

“ใบตองแห้งนี่ต้องหาแบบที่แห้งใหม่ ๆ มันจะหอม เอามาล้างน้ำแล้วฉีกเป็นฝอย ๆ เคาะไข่ใส่ลงไปในใบตอง ขยำจนมีความรู้สึกว่ามันฟูแบบนิ่ม ๆ จากนั้นค่อยเติมกะทิสักสองสามครั้ง เวลาตวงพวกส่วนผสม ยายจะใช้เปลือกไข่ตวง เช่น ไข่ 1 ลูกต่อน้ำกะทิตวงในเปลือกไข่ 1 ลูก ส่วนถ้าเป็นน้ำตาล ยายก็ไม่เคยชั่งหรอก ไม่เคยตวงด้วยว่าต้องใส่กี่กรัม ยายใช้วิธีกะเอา พอเทลงไป ซาวน้ำไปเรื่อย ๆ เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าน้ำที่ซาวอยู่มันเริ่มเย็น นั่นแปลว่าความหวานมาแล้ว แต่ถ้าขยำและซาวไปเรื่อย ๆ น้ำมันชักจะเริ่มเย็นมาก ก็แปลว่ามันกำลังหวานมากเกินไปแล้ว”

 

คุณยายอรพูดให้เราฟังขณะผสมวัตถุดิบทั้งหมดเข้าด้วยกันในกาละมังสเตนเลส ที่ตั้งไว้บนโต๊ะกลางสวนในครัวหลังบ้าน โดยมีเตาถ่านที่เตรียมก่อไฟไว้แล้ว พร้อมซึ้งขนาดไม่ใหญ่นัก วางอยู่ใกล้ ๆ

บางครั้ง ในช่วงของการทำสังขยาเตาถ่าน คุณยายก็จะเปิดเพลงของคุณสุเทพ วงศ์กำแหง จากโทรศัพท์มือถือ คลอบรรยากาศการทำขนมไปด้วย

”..อย่าเพียรถาม ว่าฉันจะรักเธอนานเท่าใด
ฉันตอบไม่ได้ ว่าฉันจะรักชั่วกาลนิรันดร์..”

จะว่าไป การทำขนมของคุณยายก็ถือเป็นการทำสมาธิภาวนารูปแบบหนึ่งนะ มันคือการจดจ่อในความเปลี่ยนแปลงของผิวสัมผัส อุณหภูมิของส่วนผสมที่มากระทบผิว ซึ่งถ้าเผลอหันไปรับโทรศัพท์เพียงนิดเดียว รสชาติก็จะเกิดความเสียหายได้ในทันที

ขณะขับรถออกจาก Little tree เพื่อกลับบ้าน ฉันขับรถข้ามสะพานที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ทางด้านล่าง ภาพอดีตของคุณยายอรในวัยเด็กที่แกเล่าให้ฉันฟัง ผุดขึ้นมาในหัว ขณะรถชะลอตัวอยู่บนกลางสะพาน

มันคือภาพของวิถีชาวบ้านสมัยก่อนที่แสนเรียบง่าย มีความสุขตามภาษาแบบไม่ต้องซับซ้อน

เด็กหญิงชาวสวนในชุดนักเรียน นั่งเรือแจวรับจ้างไปโรงเรียน เธอมีกล่องปิ่นโตเคลือบสีไข่ไก่วางอยู่บนตัก ในปิ่นโตนั่นคือปลาหมูต้มเค็มหวาน กินกับข้าวสวย ที่แม่ของเธอทำใส่ปิ่นโตมาให้จากบ้าน

ส่วนเมนูที่เด็กหญิงชาวสวนผู้นี้มักจะชอบขอให้คุณย่า แม่ครัวใหญ่ของบ้าน ทำให้เสมอ คือปลากริมไข่เตา และเต้าเจี้ยวหลน

สองข้างทางระหว่างนั่งเรือจ้างที่ล่องไปตามแม่น้ำนครไชยศรี ขนาบด้วยป่าและสวนพืชพรรณ ถ้าช่วงไหนเป็นฤดูปลาสร้อย เด็กหญิงชาวสวนจะได้เห็นหัวปลาสร้อยลอยขึ้นมาบริเวณผิวน้ำ สะท้อนกับแสงแดดที่กำลังตกกระทบ สีเงินระยิบระยับไปหมดทั้งแม่น้ำ

โตมากับธรรมชาติในเรื่องราวของอาหารและวัตถุดิบรอบตัว ความทรงจำมันละมุนละไม เช่นนี้นี่เอง

 

อยากลองสังขยาเตาถ่านคุณยายอร

ติดต่อไปที่นี่เลย คลิก >> littletreegarden