image

ไม่หล่อไม่สวยก็รวยเสน่ห์ได้! 5 เคล็ดลับปรับบุคลิกพิชิตใจใน 7 วินาทีแรก

10 ก.ค. 65 เวลา 15.00 น.
Share

รู้หรือไม่ว่าเวลาเพียง 7 วินาทีสามารถสร้าง first impression หรือความประทับใจในการพบกันครั้งแรกได้ ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์งาน, การผูกมิตรเพื่อนใหม่, การเจรจาธุรกิจ, การนำเสนอผลงาน, การเข้าหาผู้ใหญ่ หากเอาชนะใจคนเหล่านี้ได้ภายในไม่กี่วินาทีก็เพียงพอแล้วที่นำพาโอกาสดี ๆ มาสู่ชีวิต

 

จากกิจกรรม “ALTV เปิดพื้นที่การเรียนรู้สู่ทุกคน โรดโชว์” ตอน สร้างแรงบันดาลใจ ค้นหาความชอบ เพื่ออาชีพที่ใช่ ณ โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมา “ครูหม่อน ณัฐชา คงณศิริ” ครูสอนการแสดงจากสถาบัน The Drama Academy หนึ่งในวิทยากรรับเชิญได้แชร์ความรู้เรื่องบุคลิกทางกายภาพไว้ว่า ในความประทับใจแรกมนุษย์มักตัดสินคนด้วย 3 สิ่ง ได้แก่ กายภาพ 55% น้ำเสียง 38% และคำพูด 7%

“กายภาพ” เท่ากับ “ความมั่นใจ” นำไปสู่ความประทับใจตั้งแต่แรกพบได้ ซึ่งจะช่วยให้คนจดจำ เกิดความรู้สึกดีและพร้อมให้ความร่วมมือ

“บุคลิกภาพที่ดี” คือเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ใคร ๆ ก็สร้างได้ โดยไร้ข้อจำกัดในเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก แม้ไม่สวย ไม่หล่อ หรือพูดไม่เก่ง หากได้พัฒนาบุคลิกทางกายภาพ ปรับเปลี่ยนสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียงการพูดเพื่อให้ดูหน้าเชื่อถือ การสร้างความประทับใจแรกก็ไม่ยากเกินความตั้งใจ ซึ่ง ALTV จะมาบอกเคล็ดลับดี ๆ ในการมัดใจคนภายใน 7 วินาทีแรก

1. ยิ้มจากภายใน ทำลายกำแพง

รอยยิ้มที่จริงใจ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดและคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรมี เพราะพลังแห่งรอยยิ้มจะช่วยสร้างบรรยากาศให้สดใสขึ้นทันที ผู้ฟังรู้สึกถึงความเป็นมิตรเกิดความสบายใจและยอมเปิดใจสื่อสารกับเรา แม้ปัจจุบันการสวมหน้ากากทำให้มองเห็นรอยยิ้มได้ยาก “การยิ้มด้วยแววตา” ก็สามารถสร้างความประทับใจเมื่อแรกพบได้

 

มีหลายงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า “รอยยิ้มที่จริงใจที่สุด คือรอยยิ้มแบบดูชีนน์ Duchenne smiles” กล้ามเนื้อมุมปากจะยกขึ้นและตาหยีเห็นเป็นรอยย่นรอบดวงตา ซึ่งเป็นการยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุขและความยินดี ทุกครั้งที่คุณยิ้มอย่างมีความสุขสามารถช่วยเสริมบุคลิกให้ดูจริงใจ หากคุณยิ้มไม่ออก ลองนึกถึงเรื่องตลกหรือเหตุการณ์ประทับใจ จากนั้นก็ฉีกยิ้มเต็มที่ไปเลย

2. สบตาผู้ฟังอย่างตั้งใจ

ในทางจิตวิทยา “การสบตา” บ่งบอกถึงความสนใจ หากคุณกำลังพูดคุยกับใครสักคน การหลบตาหรือมองไปรอบ ๆ เป็นสิ่งที่ “ไม่สุภาพ” และทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณสนใจอย่างอื่นมากกว่าคนที่อยู่ตรงหน้า ในทางกลับกันการเพ่งมองอีกฝ่ายหัวจรดเท้าก็ถือเป็นการดูถูกและเสียมารยาท

 

การสบตาเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำอย่างพอดี เพราะถ้าหากมากเกินไปอาจกลายเป็นการจ้องเขม็งจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด สถาบันสอนมารยาททางสังคมในอังกฤษ The British School of Etiquette ได้แนะนำเทคนิคที่แนบเนียน ด้วยการใช้ “เทคนิคสามเหลี่ยม” ให้จินตนาการถึงภาพสามเหลี่ยมหัวกลับแล้วเปรียบเทียบกับสามจุดที่ต้องโฟกัสบนใบหน้าของอีกฝ่าย ได้แก่ ตาทั้งสองข้างและปาก เทคนิคก็คือระหว่างที่กำลังสื่อสารกัน ให้เลื่อนสายตาจากจุดหนึ่งไปยังจุดอื่นทุก ๆ 5 - 10 วินาที ซึ่งจะช่วยให้บุคลิกของคุณดูมีส่วนร่วมในเรื่องที่กำลังสนทนา ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการมองต่ำหรือจ้องไปที่พื้น เพราะบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจในตัวเอง

3. ใช้ภาษากาย สื่อความหมายด้วยมือ

การสื่อสารไม่ได้มีแค่การพูด แต่รวมไปถึง “ภาษากาย” ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญที่ใช้ประกอบการสื่อสารเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือและเกิดความไว้วางใจ มีผู้นำระดับโลกหรือ CEO หลายคนมักนำเทคนิคนี้มาใช้เสมอ เช่น อดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา เป็นบุคคลหนึ่งที่มีชื่อเสียงด้านการใช้ภาษากาย หากลองสังเกตตามสื่อต่าง ๆ ขณะที่โอบามากล่าวคำปราศัยหรืออภิปราย เขามักเคลื่อนไหวมือไปด้วยระหว่างการพูด ซึ่งแสดงออกด้วยความมั่นใจและสามารถจูงใจผู้ฟังนับล้านได้

การใช้มือประกอบการพูดจะช่วยเสริมเสน่ห์ให้ดูเป็นคนมั่นใจและดูจริงใจมากขึ้น สำหรับคนที่ไม่รู้จะเอามือไปวางไว้ที่ไหนในขณะพูดหรือสื่อสาร ครูหม่อนก็มีเทคนิคง่าย ๆ มาแนะนำ เริ่มจากใช้มือวางในตำแหน่งที่ทรงพลัง ตำแหน่งนี้เรียกว่า “จุดกำเนิดพลังงาน” หรือ power sphere โดยการวางมือทั้งสองข้างให้ตรงกับจุดใต้สะดือลงมา 2 นิ้ว การผายมือไปด้านข้าง และวาดมือขึ้นไปเหนือศีรษะ รวมถึงการทำมือให้ดูเหมือนว่า “กำลังถือลูกบาส” พร้อมกับล็อคข้อมือให้มั่นคง ซึ่งเป็นการจัดระเบียบฝ่ามือและนิ้วมือที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีตำแหน่ง High power เป็นการชูมือขึ้นเหนือศีรษะ มักเอาไว้ใช้ในคอนเสิร์ต ส่วนตำแหน่ง Low power เช่น การผายมือในระดับต่ำกว่าเข็มขัดเอาไว้ใช้สำหรับงานบริการ

ภาษากายช่วงการฝึกแรก ๆ หากใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลาจะช่วยให้คุณปรับตัวเพื่อสร้างความประทับใจแรกพบได้ง่าย

4. น้ำเสียงที่หนักเบา เล่าเรื่องไหนก็ปัง

คำพูดและน้ำเสียงมีผลต่อความรู้สึกของคนเรามากถึง 45% ครูหม่อนอธิบายว่า การพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าสนใจมีรูปแบบของเสียง ทั้งหมด 3 คู่ ได้แก่

  • เสียงสูง-ต่ำ ข้อดีของการพูดเสียงสูงกว่าปกติ สื่อถึงสดใส ดูเด็ก และกระตือรือร้น มักนำมาใช้กับเรื่องบันเทิงต่าง ๆ เช่น ยูทูบเบอร์และนักรีวิวมักใช้เสียงสูงในการเล่าเรื่อง เพื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความสนุก ตื่นเต้น และมีอารมณ์ร่วม แต่หากพูดด้วยเสียงสูงมากเกินไปก็อาจทำให้อีกฝ่ายเกิดความรำคาญ ในขณะที่การพูดเสียงทุ้มต่ำแสดงถึงพลังอำนาจ ดูเป็นผู้ใหญ่ สุขุม และน่าเชื่อถือ มักใช้พูดย้ำในเรื่องสำคัญ

 

  • เสียงดัง-เบา ข้อดีของการพูดเสียงดัง ฟังชัด ช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกสนุกสนาน ตื่นเต้น ใครที่ใช้เสียงดังอย่างเดียวก็อาจสร้างความรำคาญได้ ในทางกลับกันหากต้องการบุคลิกที่ดูอบอุ่น โอบอ้อมอารี แนะนำให้พูดเสียงเบาในระดับพอดี ซึ่งจะช่วยปรับบุคคลิกที่แข็งกร้าวให้ดูนุ่มนวล พูดอะไรก็ฟังรื่นหู แต่หากพูดเบาเกินไปอาจดูไม่มีพลังและอาจถูกละเลยความสนใจได้ง่าย

 

  • จังหวะการพูดเร็ว-ช้า การพูดเร็วมีหลายสาเหตุ แต่ละเคสก็มีวิธีฝึกฝนที่แตกต่างกัน เช่น คนติดนิสัยพูดเร็วมักพูดไม่ชัด เพราะคำต่าง ๆ ที่ใช้สื่อสาร สั้นและรวบรัดเกินไปทำให้ฟังไม่รู้เรื่องหรือเกิดความสับสน ซึ่งครูหม่อนก็ได้แนะนำวิธีฝึกพูดให้ชัดถ้อยชัดคำมากขึ้น ด้วยการอ้าปากพูดให้ “โอเวอร์” อีกนิด เพื่อให้รูปปากเก็บคำต่าง ๆ ได้ครบ เริ่มจากลองหัดพูดคำว่า ระนอง ระยอง ยะลา อย่างช้า ๆ แล้วค่อยเร่งสปีดให้เร็วขึ้น 

 

อีกหนึ่งสาเหตุเกิดจากความคิดข้างในที่ไม่มั่นใจในตัวเอง โดยเฉพาะการออกไปพูดบนเวทีต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก กลัวว่าคนฟังจะไม่ชอบกลายเป็นความประหม่า พูดผิดพูดถูก ครูหม่อนแนะนำว่าให้ปรับ mindset เสียใหม่ คิดว่าสิ่งที่เราพูดจะให้ประโยชน์ต่อคนฟังอย่างไร เมื่อใจของเราได้รู้สึกถึง “การให้” อาการตื่นเต้นจะลดลงทันที

 

“จุดไหนที่ต้องเน้น พูดให้ช้าลง” สำหรับจังหวะการพูดช้า ๆ มีประโยชน์ คือช่วย “เน้นคำ” เพื่อให้เรื่องที่พูดดูมีน้ำหนักและน่าสนใจ แต่ไม่แนะนำให้พูดช้าตลอดการสนทนาเพราะจะทำให้บรรยากาศเริ่มน่าเบื่อ

 

ดังนั้นการใช้น้ำเสียง โทนเสียง และจังหวะการพูด หากเลือกใช้ให้สอดคล้องกับเรื่องที่พูดก็สามารถเรียกเสน่ห์ดึงดูดความประทับใจในการพบกันครั้งแรกได้

5.ทัศนคติดี มีชัยเกินครึ่ง

การมีทัศนคติที่ดีเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความประทับใจในแรกพบ เพราะไม่ว่าคุณจะแต่งตัวดีแค่ไหน หากคุณคิดลบกับตัวเองหรือผู้อื่น สิ่งนั้นจะสะท้อนทัศนคติแย่ ๆ ของคุณออกมา และสามารถกลายเป็น “อุปสรรค” ในการสานสัมพันธ์ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ทันที 

 

ในชีวิตประจำวัน คนบางคนอาจแวดล้อมไปด้วยความเชื่อที่ผิดหรือเรื่องลบ ๆ หรืออาจอยู่ในภาวะตึงเครียด ความกังวล การสร้างทัศนคติเชิงบวกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย 

 

ในสถานการณ์สำคัญอย่างการไปสัมภาษณ์งาน เมื่อคุณรู้สึกประหม่ามาก สามารแก้ได้ด้วยการ “สูดหายใจลึก ๆ” แล้วจดจ่อกับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ ใครที่กำลังมีปัญหาเรื่องการปรับทัศนคติ สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ด้วยการนึกย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่คุณรู้สึกมีความสุขหรือรู้สึกขอบคุณ แล้วปล่อยให้ความรู้สึกนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดไปในทางที่ดีขึ้น

 

การฝึกคิดดี พูดดี แสดงออกดีจะช่วยลดปัญหา เพราะบรรยากาศการสนทนาต่าง ๆ จะดูกลมกลืนและช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับบุคคลที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตของคุณไปตลอดกาล



 

สำหรับกิจกรรม “ALTV เปิดพื้นที่การเรียนรู้สู่ทุกคน โรดโชว์” ครั้งต่อไปจะเป็นโรงเรียนใดนั้น ติดตามได้ทาง Website : www.ALTV.tv (คลิก) และ Facebook : ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก