image

Fly me to the moon : คอมมูนิตี้โพลแดนซ์กับความหมายของ Self-Love และการเคารพตัวเอง

12 ก.ค. 65 เวลา 12.00 น.
Share

“เต้นรูดเสา” นั่นคือประโยคแรกที่หลายคนซึ่งอาจเคยรู้จักศาสตร์ของการเต้น Pole Dance แค่เพียงผิวเผินมักชอบตีความกัน แต่ถ้าลองทำความรู้จักการเต้น Pole Dance อย่างเปิดใจแล้วละก็ คุณจะพบว่านี่คือศาสตร์ของการเต้นชั้นสูงเลยล่ะ เริ่มมาตั้งแต่ในสมัยศตวรรษที่ 12 ในรูปแบบของกีฬายิมนาสติกในประเทศอินเดียที่เรียกว่า MALLAKHAMB กับการทรงตัวบนเสาไม้สูงระดับสามเมตร พัฒนามาสู่การเต้น Pole Dance

มันคือการฝึกสมาธิ ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สำคัญเหนืออื่นใด ฝึกความเป็นมนุษย์ในการเคารพร่างกายตัวเองและร่างกายผู้อื่น

Fly me to the moon Pole & Aerial Studio

ความรู้สึกแรกที่ได้ยินชื่อสตูดิโอสอนเต้น Pole Dance นี้ ฉันนึกไปถึงช่วงเวลาของการลอยละล่องอยู่กลางอากาศ ไม่มีพันธนาการใด ๆ มันคืออิสรภาพอย่างแท้จริง พาตัวเองหลุดไปอีกมิติ

พี่จะใส่เสื้อกล้าม ชุดว่ายน้ำ กางเกงขาสั้น บิกินีอะไรมาก็ได้นะคะ เอาที่สะดวกเลย

นั่นคือสิ่งที่ โอ กมลทิพย์ ตั้งเทียนทอง เจ้าของสตูดิโอและครูสอน Pole Dance บอกฉันทางปลายสาย

ยอมรับว่าครั้งแรกที่เธอเอ่ยปากชวนฉันมาลองเรียนเต้น Pole Dance ฉันนี่นึกลังเลอยู่นานมาก เหตุผลแรกเลยที่เป็นด่านสกัดก็เสื้อผ้านี่ล่ะ เขินที่จะใส่ จนเพิ่งได้มาพบคำตอบในภายหลังว่า ทำไมคนเต้น Pole Dance ถึงต้องใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นเหลือเกิน

อ่า อ่านไปก่อน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

หกปีก่อนหน้าที่จะมาเปิดสตูดิโอสอนเต้น Pole Dance โอเคยทำงานบริษัทเอเจนซี่โฆษณามาก่อน กิจวัตรในตอนนั้นคือตกเย็นต้องปาร์ตี้ และเป็นคนติดแฟนมาก ติดจนแทบไม่เป็นตัวของตัวเองเลย แฟนทำอะไร ตัวเองก็จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ตรงนั้นด้วย จนถึงจุดหนึ่ง อาการติดแฟนที่ว่านั้นก็เริ่มส่งผลกระทบกับเสียงความคิดข้างใน เกิดความขัดแย้งในตัวเอง โอเริ่มมองหากีฬาหรือกิจกรรมที่จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อให้ตัวเองได้กลับมาใช้เวลากับตัวเอง แทนที่จะเอาชีวิตไปแขวนกับคนอื่น

ลองคาราเต้ก็ไม่ใช่ ไปชกมวยก็หนักไปอีก อะ งั้นลองไปเรียนเต้นดูซิ ไม่ได้อีก มันไม่มีพร็อบอะไรเลย ใช้ตัวเปล่า ๆ เราไม่ชอบ หาอยู่พักใหญ่ จนวันหนึ่งแฟนบอกอยากเปิดร้านอาหาร ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เราจะได้โปรโมตตำแหน่งจาก Client Service ไปเป็น Communication Director ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เราใฝ่ฝันมาก แต่สุดท้ายเราก็เลือกออกจากงานมาเปิดร้านอาหารกับแฟนตรงซอยอารีย์ ตอนนั้นเราเองเป็นคนสนใจเรื่องอาหารอยู่แล้วด้วย แต่ไอ้วันที่ต้องเดินไปบอกเจ้านายว่าลาออกเนี่ยเป็นวันที่สับสนมาก ทุกอย่างมันเกิดพร้อมกันหมด

หลังเปิดร้านอาหารมาได้สักระยะ ความรับผิดชอบหลักมาตกที่โอเกือบทั้งหมด ไม่มีเด็กเสิร์ฟ ไม่มีเด็กช่วยในร้าน หกโมงเย็นคือช่วงพีก โอมีความสุขกับการทำร้านอาหารมากแต่ก็เหนื่อยมากด้วยเช่นกัน หลังเปิดร้านอาหารไปได้ปีครึ่ง โอก็เริ่มมองหากิจกรรมให้ตัวเองอีกครั้ง และนั่นคือวันที่เธอได้รู้จักกับ Pole Dance ผ่านยูทูบ

“ครั้งแรกที่เห็นเขาใส่ชุดเสื้อผ้าตัวน้อย ๆ กัน ตอนนั้นเราก็กล้า ๆ กลัว ๆ นะ ยังไม่เปิดใจเหมือนทุกวันนี้”

โอได้เจอกับครูขนม ประกรณ์ วีระพล ซึ่งเป็นครูคนแรกของเธอ ครูขนมเป็นครูผู้สอนทั้งโยคะฟลาย และ Pole Dance นอกจากเป็นครูแล้ว ครูขนมยังเป็นแอเรียลลิสต์ (ประเภทของกีฬาที่ต้องใช้ร่างกายลอยอยู่กลางอากาศ) ระดับโลกด้วย

จำได้ว่าแต่ละครั้งที่มาเรียน Pole Dance ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่หนึ่งชั่วโมง แต่ทั้งอาทิตย์เราจะตั้งตารอคอยไอ้หนึ่งชั่วโมงนี้ อยากไปเรียน ขนาดร้านปิดตอนตีสองและต้องตื่นเช้ามาเรียน เราก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อย รู้สึกมีความสุข ตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้เรียน ต้องบอกว่า Pole Dance เปลี่ยนชีวิตเราอย่างสมบูรณ์แบบ เราเรียนรู้ที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพไปกับการศึกษาท่าเต้นใหม่ ๆ ในยูทูบบ้างอะไรบ้าง หรืออย่างเวลาต้องจอยน์คลาสกับคนที่เขาเก่งกว่า เราทำไม่ได้แบบเขา เราก็จะมีเซ็งบ้างนิดหน่อย แต่คิดในใจว่า เอาน่า แปะไว้ก่อน เดี๋ยวก็ทำได้ ฉันจะโฟกัสแค่ตัวฉัน นี่คือตัวฉัน มีนะบางทีจบคลาสแล้วก็ยังฝึกท่าที่ครูสอนไม่ได้ แต่พอเช้ามาก็สู้ใหม่ ไอ้พวกท่ายากเนี่ยเวลาทำได้ขึ้นมาที มันทำให้เราก้าวไปข้างหน้า

Self Respect น่าจะเป็นคำอธิบายความเป็นโอในเวลานั้นได้ดีที่สุด มันคือการที่คนเราเริ่มหันมาเห็นคุณค่าในตัวเอง นับถือตัวเอง ยอมรับตัวเองอย่างไม่มีข้อแม้ ประกอบกับมิตรภาพซึ่งเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจที่ดีที่สุด

มิตรภาพรอบตัวที่ทุกคนมีข้าศึกคนเดียวกันคือเสา!

เวลาเรียน Pole Dance ในห้อง มันเหมือนเราทุกคนกำลังรบกับข้าศึกคือเสา และแต่ละคนก็มีสกิลในการรบที่ไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่เหมือนกันแน่ ๆ คือทุกคนสู้ เราก็สู้ พอถึงเวลาที่เราขึ้นเสา เพื่อนร่วมคลาสก็จะส่งเสียงเชียร์กัน มันเป็น energy ที่บริสุทธิ์มากเลย มันคือการรบไปด้วยกัน ในเวลาที่เราไม่มั่นใจเราคิดว่าเราทำไมได้ แต่คนข้างๆ เขาให้ความเชื่อมั่นว่าเราทำได้ เขาซัพพอร์ตเรา มันก็จะเกิดแรงฮึดว่า เฮ้ย เราต้องทำให้ได้ มันเป็นพลังที่มีทั้งผู้ส่งและผู้รับแบบนี้อยู่ในทุกคลาส

หกปีที่แล้ว โอเลยตัดสินใจเปิดสตูดิโอ Fly me to the moon โดยลงขันกับพี่ ๆ ที่เคยทำงานบริษัทเอเจนซี่ด้วยกัน

ตอนเปิดนี่ไม่รู้อะไรเลยนะคะ รู้อย่างเดียวว่า ในเมื่อ Pole Dance ทำให้เรารู้สึกดีกับชีวิตได้มากขนาดนี้ มันก็น่าจะช่วยใครอีกหลายคนเช่นกัน ข้างนอกสตูเป็นยังไงไม่รู้ แต่ในสตูนี่เราอยากให้เป็นคอมมูนิตี้ เป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่มีใครตัดสินใคร คือ Safe Zone ที่ใครจะเป็นอะไรก็ได้
จำได้ว่าตอนเล่น Pole Dance ใหม่ ๆ พออัพขึ้นเฟสบุ๊กปุ๊บ จะมีเพื่อนถามละ ทำอะไร เต้นรูดเสาเหรอ ประเด็นคือถ้าเขาจะมองด้วยคำว่าเต้นรูดเสาจริง ๆ ตอนนั้นเราก็นึกในใจนะว่า แล้วมันยังไงเหรอ ทำไมนะ ทำไมคนจำนวนหนึ่งจะต้องมองอาชีพเต้นรูดเสาของผู้หญิงที่เขาเองก็ประกอบอาชีพสุจริต ในแง่ลบ รู้ไหมว่าการเต้นรูดเสานี่ต้องใช้ความแข็งแรงมาก ๆ นะ ต้องใช้ทักษะชั้นสูงในการเอาคนดูให้อยู่ อินเนอร์ไม่พอ ก็ไม่มีใครอยากดู
บางคนทัก ตั้งแต่เต้นโพลนี่ ฉันไม่เห็นแกใส่เสื้อผ้าเต็มชิ้นมานานแล้วนะ ตอนนั้นเราโกรธมากเลย ไม่แก้ตัวด้วย คิดแค่ว่าถ้าเขาพูดในสิ่งที่ไม่รู้จริง เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลากับคำพูดของเขา และถ้าคิดแบบแฟร์ ๆ เราว่าคนเราไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันก็ได้

Fly me to the moon คอมมูนิตี้ของนักเต้นโพลแดนซ์ และความหมายของการเคารพตัวเอง

Pole Dance มันคือการเยียวยา คือการฝึกสมาธิ เสามันก็อยู่เฉย ๆ ของมัน เป็นแค่เครื่องมือ แต่เรานี่ล่ะ การเต้น Pole Dance คือการที่เราได้อยู่กับตัวเองเต็มๆ

Pole Dance คือศิลปะ คือกีฬาที่ใช้แกนกลางของร่างกายเป็นหลัก ในทุกจังหวะของการเกร็งท้อง เราจะได้กล้ามเนื้อที่โทนขึ้นคล้ายกับการยกเวทผสมคาดิโอ และยังเป็นการ Empower ความเป็นผู้หญิงอีกด้วย

มันไม่ได้สำคัญว่าใครจะมองเรายังไง แต่สำคัญว่าตัวเราเองมองตัวเรายังไง

ส่วนที่ต้องใส่เสื้อผ้าให้เห็นผิวหนังมากที่สุดก็เพราะส่วนที่จะใช้ยึดกับเสาคือส่วนของผิวหนัง ผ่านอวัยวะส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะข้อขา เอว แขน หลัง สะโพก ต้นขา ก้น ฯ ถ้าจะต้องใส่เสื้อผ้ารุ่มร่าม หรือมีเนื้อผ้าอยู่บนตัวเยอะ ความลื่นของผ้าก็จะทำให้การเต้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก อันตราย ส่วนดีไซน์ ก็แล้วแต่ว่าใครอยากจะแสดงตัวตนออกมาอย่างไร

และด้วยพื้นที่ปลอดภัยนี้เองจึงทำให้ผู้หญิงจำนวนหนึ่งรู้สึกปลดปล่อยอย่างมั่นใจในเวลาที่เธอกำลังออกลีลาเต้น Pole Dance อยู่หน้ากระจกโดยมีเสาเป็นเครื่องมือ จะสูงต่ำดำขาว ผอมอ้วน หรือจะท้องลายท้องดำเพราะเพิ่งคลอดมา ก็ไม่มีใครมาคอยตัดสิน เพราะทุกคนมาด้วยจุดหมายเดียวกัน

ใช้เวลากับตัวเอง

ถ้าเราทำท่าเซ็กซี่แล้วเรารู้สึกดี That’s it เราใส่เสื้อผ้าแบบนี้แล้วเรารู้สึกดี That’s it หรืออย่างที่สตูเรามีคลาสเซ็กซี่ ซึ่งเป็นการเต้น Pole Dance ศาสตร์ดั้งเดิมของรัสเซียที่ทุกคนต้องมากับรองเท้าส้นสูงมาก จีสตริง เต้นท่ายั่วยวน พอมาถึงทุกคนก็เต้นกันสุดเหวี่ยง พอใจที่ได้เห็นความแข็งแรงและความเซ็กซี่ของตัวเองในกระจก มีความสุข That’s it! เพราะเราไม่ได้เต้นให้ใครดูนิ เราเต้นให้ตัวเองดู มันคือ Self-Love โดยแท้จริง ต้องบอกว่าสตูของเรานี่มีวิญญาณของความเป็นคอมมูนิตี้ในแบบ Sisterhood ที่สูงมาก

ฉันถามโอว่า 6 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มเต้น Pole Dance แบบเตาะแตะ จนกระทั่งวันนี้ที่เธอกลายเป็นผู้หยิบยื่นความรู้ให้กับผู้หญิงอีกจำนวนมาก ซึ่งหลายคนได้ค้นพบว่า Pole Dance คือส่วนที่เข้ามาเติมเต็มความหมายของการใช้ชีวิต

แล้วตัวเธอเองล่ะ เธอได้อะไรจากการเต้น Pole Dance ในตลอดหกปีที่ผ่านมาบ้าง

วันนี้หัวใจเราแกร่งมากค่ะ วันนี้พูดได้เต็มปากเลยว่าเราภูมิใจที่เราเต้น Pole Dance ที่นี่เรามีครูเก่งๆ มีนักเรียนจากหลากหลายสาขาอาชีพมาช่วยกันไดรฟ์คอมมูนิตี้ ฉะนั้นไม่ว่าใครจะตัดสินหรือมองการเต้น Pole Dance ในแบบไหนก็ตาม ก็ไม่เป็นไร เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่

จากวันที่เดินออกจากสตูดิโอของโอ เพลง Fly me to the moon ยังคงดังอยู่ในหัวของฉันตลอดสามวันแบบแกะไม่ออก

สนใจติดตาม คลิก >> flymetothemoonstudio

เรื่อง : พัทริกา ลิปตพัลลภ // ภาพประกอบ : ณภัค ภูมิชีวิน