image

ย้ายไปอยู่ป่า ชีวิตบนเกาะพะงันของครูโยคะที่ค้นพบตั้งแต่อายุ 16 ว่า เกิดมาเพื่อทำงานกับชีวิต

16 มิ.ย. 65 เวลา 09.09 น.
Share

บทความที่คุณกำลังจะอ่านนี้ ต้องบอกว่ากว่าจะนัดเวลาลงตัวเพื่อคุยกับเจ้าของเรื่องได้ ใช้เวลาหลายวันอยู่เหมือนกันเพราะเธออยู่ในป่า

มันคือบ้านไม้ในป่าบนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสรรพสัตว์ผู้เป็นเจ้าของผืนดินมาแต่ก่อนเก่า วันดีคืนดีก็อาจมีแมลงสาบมาขอวิ่งเล่นบนที่นอนบ้าง หันไปอีกที เอ้า หนูตัวจิ๋วกำลังแอบกินน้ำมันหอมระเหยที่วางไว้ตรงหัวเตียงเสียแล้ว ส่วนตุ๊กแกแมงป่องนี่ไม่ต้องพูดถึง แวะเวียนมาเป็นระยะ ไม่นับรวมฝูงลิงเป็นสิบตัวที่เคยแวะเวียนมาบ้างในช่วงที่ไม่มีอาหารกิน

ป่าจริง ๆ ค่ะ ทีแรกตอนก่อนตัดสินใจมา เราก็คิดภาพไว้ว่ามันคงเหมือนเราไปเดินป่า ไปตั้งแคมป์ แต่พอมาอยู่จริง ๆมันไม่ใช่ เพราะป่าคือที่อยู่ของสัตว์ เราไม่สามารถที่จะเอาสัตว์ออกจากบ้านเราได้เลย เอาออกไป เดี๋ยวเขาก็มาใหม่เราเคยคิดว่าหนูหรือแมลงสาบก็ควรจะอยู่ในที่ของเขา แต่กลายเป็นว่าทุกวันนี้ เราอยู่ด้วยกันหมดเลยค่ะ ซึ่งความเป็นไปเหล่านี้มันคือรูปแบบชีวิตของคนที่เขาอยู่กันมาก่อนเก่า เป็นเรื่องปกติมาก แต่พอเราเป็นคนเมืองที่มาจากความสะดวกสบาย มาจากบ้านคอนกรีต พอมาตรงนี้ที่มันเป็นบ้านไม้ มันชื้น ขึ้นรา ทุกอย่างเราก็ต้องปรับตัวเอง ปรับความคิดใหม่หมดเลย

ฉันรู้จักปุ๋ม นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์ มาหกปีแล้ว ปุ๋มสอนโยคะ (Healing Yoga) เป็นผู้บำบัด และยังเป็นตัวกลางทำงานระหว่างน้ำกับคน ในรูปแบบของ Water Therapy Practitioner เธอใช้ชีวิตกับโยคะ ฝึกสมาธิ และกินมังสวิรัติมาเกินครึ่งชีวิต ปัจจุบันในวัย 40 ปีของเธอ ปุ๋มเลือกที่จะใช้ชีวิตในป่าบนเกาะพะงัน มีไฟมีน้ำใช้ ไม่ถึงขั้นต้องนั่งจุดฟืน น้ำที่ใช้เป็นน้ำมาจากต้นน้ำของภูเขาที่ติดกับอุทยานแห่งชาติ แค่เอามาต้มก็กินได้เลย

อยู่ที่นี่เคยจะยอมแพ้หลายครั้งแล้วเหมือนกันค่ะ ร้องไห้ก็หลายครั้ง แต่ก็ค่อย ๆ ปรับตัวเองมาเรื่อย ๆ เราอยากอยู่กับธรรมชาติจริง ๆ เวลาอยู่ในป่านาน ๆ จะไม่อยากออกไปไหน เราชอบความเงียบ ในช่วงเวลาของความเงียบเราจะเห็นต้นไม้ เห็นสัตว์ เรารู้สึกถึงการคอนเนค รู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

ปุ๋มไม่ได้สอนโยคะที่เน้นท่าแบบปกติทั่วไป และฉันก็ไม่ได้บอกว่า ‘ความไม่ปกติทั่วไป’ ในแนวการสอนของเธอนั้นมันพิเศษกว่าใคร

แบบนี้ดีกว่า เราลองมาทำความเข้าใจก่อนซิว่า ฮีลลิ่งโยคะต่างจากโยคะทั่วไปยังไง

มันเป็นโยคะเพื่อการเยียวยา เพราะ Physical Body , Emotional Body และ Energetic Body สามส่วนนี้มันเชื่อมโยงกันแบบแยกไม่ออก อย่างเวลาที่เราเห็นบางคนที่เดินหลังค่อม ไม่สง่าผ่าเผย ส่วนหนึ่งมันมาจากสรีระร่างกายที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ภายใน ที่อาจจะไม่มีความมั่นใจ ไม่มี Self- Love ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ขาดความรัก หรืออาจมีความรู้สึกว่าฉันดีไม่พอ มันก็ทำให้ Physical Body ค่อย ๆ ค่อมลงมา และปิดตัวเองไปเรื่อย ๆ หรือการที่แกนกลาง(Core) ของร่างกายที่ไม่แข็งแรง ทำให้มีปัญหาในการ set boundary ไม่สามารถ say no หรือบางที say no แล้วจะรู้สึกผิด ไม่รู้สึกถึงความเข้มแข็งทางด้านจิตใจ แต่มันเป็นไปได้ยากที่จะทำให้คนเปลี่ยนความคิดความรู้สึกหรือนิสัยเดิม โยคะในรูปแบบนี้จึงใช้การปรับร่างกายเพื่อให้ข้างในของคน ๆ นั้นเปลี่ยน และช่วยสร้าง body awareness ได้อย่างดี 

ปุ๋มโตมากับแม่ที่ชอบพาเธอเข้าวัด ตั้งแต่สิบขวบ แม่จะชอบพาเธอไปนั่งสมาธิที่ชุมชนปฐมอโศก สถานปฏิบัติธรรมในจังหวัดนครปฐม ส่วนพ่อของเธอเป็นนักจัดบ้านให้เป็นป่า

พ่อเราเป็นนักธรณีวิทยา ตอนเด็ก ๆ เราจะไปเดินป่ากับพ่อ พ่อเป็นคนชอบทำบ้านในกรุงเทพให้เหมือนป่า จะรก ๆ หน่อย ฉะนั้นเราเลยโตมากับสัตว์กับงูหลายชนิดเลย นกกระยางอะไรมีหมด ตั้งแต่เด็กๆ เราไม่เคยกลัวจิ้งจกหรือตุ๊กแกเลย ถ้าเราเป็นคนขี้กลัว ไม่มีทางเลยที่เราจะมาใช้ชีวิตในบ้านไม้ที่พะงันนี่ได้ 

ในช่วงอายุ 16 ปี เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญของปุ๋ม เธอสูญเสียคนที่รักหลายคนไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ลุงของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ น้าของเธอเสียชีวิตจากเครื่องทำน้ำอุ่นดูด ไม่นับรวมการเสียชีวิตของผู้ที่เธอรู้จักและนับถืออีกหลาย ๆ คน

เธอมองเห็นความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้ากับคำว่า ‘ชีวิตคือความเปราะบาง ไม่แน่นอน’ การสูญเสียทำให้เธอตื่นรู้ด้วยตัวเอง แต่ด้วยอายุในเวลานั้นที่ประสบการณ์ชีวิตยังไม่มากพอ เธอไม่รู้จะอธิบายกับพ่อแม่ยังไงถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่พูดยากเหลือเกิน เธอเลยมองหาทางออกให้กับตัวเองด้วยการเดินไปซื้อหนังสือโยคะ และพาตัวเองเดินเข้าชมรมมังสวิรัติ ซึ่งสองศาสตร์นี้ถือเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทยในเวลานั้น เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว

สิบปีแรกของการฝึกโยคะ ปุ๋มก็เหมือนผู้ฝึกโยคะทั่วไปคือฝึกตามหนังสือหรือครู ครูเข้าท่าแบบไหน หายใจแบบไหน เธอก็ทำตาม มันอยู่ในหัวเป็น intellectual 

สิบปีที่สอง เธอเริ่มลงลึกไปถึง Physical Body และทำความเข้าใจลึกซึ้งกับ Energetic Body ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้ sensitivity ของเธอสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเรื่องที่ชัดเจนเลยคือเรื่องอาหาร ที่เธอบอกว่ามีผลกับการฝึก เธอจึงเลือกที่จะทำเองมากกว่าไปกินที่ร้านอาหาร

เราชอบทำอาหารและเลือกวัตถุดิบเอง เพราะเราทำด้วยความรัก และใส่พลังความรักเข้าไป อาหารมันจึงสวยงาม ยิ่งอาหารที่มีปราณ มีพลังชีวิต แบบผักที่เก็บมาจากดินสด ๆ จะชอบมาก และมันก็คอนเนคเวลาที่เราฝึกปราณ โยคะสมาธิและพลังงาน เพราะมันเป็นธรรมชาติทั้งหมด 
เราไม่กินอาหารแปรรูป และไม่ปรุงรสมาก ใช้รสเดิม ๆ ของวัตถุดิบ เน้นผักผลไม้ ไม่กินอาหารที่กระตุ้นหรือทำให้เราเฉื่อย เหนื่อย แต่กินอาหารค่ากลาง ๆ ที่ทำให้เราสดขื่น มีพลังในการฝึก เพราะเราฝึกทุกวัน 
พอเรา sensitive และละเอียดกับร่างกายตัวเองมาก เราก็จะรู้ว่าอะไรดีกับร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณของเราเอง และสิ่งเหล่านี้ก็เหมาะกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราต้องคอยฟังเสียงฟังร่างกายตัวเอง

ฉันมองว่าปุ๋มเป็นคนที่ทำงานกับชีวิตตัวเองมาก ๆ มันไม่ใช่การมีชีวิตอยู่เพื่อเงิน 

คือแน่ล่ะ เงินเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ได้ แต่ความพอใจในตัวเลขจำนวนเงินของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ซึ่งแน่นอน ความทุกข์ในการหาเงินก็เลยไม่เท่ากันด้วย ปุ๋มเป็นคนรู้จักตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่าเธอเกิดมาเพื่อที่จะต้องทำงานกับชีวิต

รูปแบบชีวิตที่เราใช้มาตลอดมันไม่ได้ง่ายเลยนะ เวลาคนอื่นเห็นเรากับวิถีของการใช้ชีวิตในป่าที่เราเป็น เขาอาจจะรู้สึกว่า อะไรเนี่ย ไม่เห็นทำงานอะไรเลย คนปกติทั่วไปจะตีความว่าการทำงานปุ๊บจะต้องได้เงิน ซึ่งอันนั้นมันเป็นการทำงานในรูปแบบของโลก ของสังคม แต่สิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะโยคะ กินมังสวิรัติ หรือฝึกสมาธิ สิ่งเหล่านี้เราฝึกมาตั้งแต่เด็ก เราเริ่มแบบนี้มาตั้งแต่อายุ 16 เรารู้ว่าเราเกิดมาเพื่อที่จะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ และก็ยังคงมีความเชื่อแบบนั้น เรามองว่าสิ่งที่เราทำอยู่ในทุกวันนี้มันคืองาน เราฝึกโยคะฝึกสมาธิทุกวัน นั่นก็คือการทำงานของเรา และมันก็เป็นความเชื่ออย่างแรงกล้าด้วย ซึ่งพอเรามีความเชื่อมีความศรัทธาในเส้นทางที่เราเป็นแล้ว มันก็เลยมีหนทางไปของมันเรื่อยๆ

จะว่าไป ก็แปลกดี มนุษย์เกิดมาแบบไม่มีอะไรติดตัวมาเลยนอกจากลมหายใจและร่างกาย ชีวิตคือสิ่งที่มีค่าที่สุดและควรได้รับการโอบอุ้ม

แต่ทุกวันนี้คนเราทำสิ่งต่าง ๆ มากมายเพื่อชื่อเสียง เพื่อการมีตัวตน เพื่อเป็นที่ยอมรับ และเพื่อที่จะไม่ถูกลืม แต่แทบไม่ได้ใช้เวลาไปกับการดูแลชีวิตที่เป็นชีวิตของตัวเองจริง ๆ เลย

เอาง่าย ๆ ในระหว่างการออกไปใช้ชีวิตทุกวันนี้ คุณเคยสังเกตไหมว่าตัวเองหายใจแบบไหน หายใจลึก หายใจสั้น หายใจถี่ หรือบางทีก็ลืมหายใจ? แล้วร่างกายล่ะ มีอาหารประเภทไหนบ้างที่กินทีไรปวดหัวทุกที เคยหาคำตอบไหมว่ามันเพราะอะไร หรือแค่คว้ายาพารามากิน แล้วก็จบ

มีประโยคหนึ่งที่ปุ๋มพูดได้น่าสนใจมากเกี่ยวกับ อีโก้

ทุกอาชีพมีอีโก้ในตัวเอง นักบำบัดก็เช่นกัน และบางเวลานักบำบัดก็อาจจะต้องถูกดัดนิสัยจากสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามากระทบเพื่อจัดการกับอัตตาของตัวเอง สู่การยกระดับความเป็นมนุษย์ให้ไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น

ช่วงเป็นโควิดเมื่อต้นปีที่แล้ว เราไม่ได้กินยาแผนปัจจุบัน แต่กินยาสมุนไพร และเราใช้วิธีหายใจ นอนหายใจอย่างเดียวเลยสลับกับกินน้ำ น้ำขิง ไม่ได้บอกว่ายาแผนปัจจุบันไม่ดีนะ มันก็มีบทบาทของมัน อย่างถ้าเราติดเชื้อหนักเราก็คงต้องใช้ แต่ถ้าเลือกได้ จะเลือกใช้สมุนไพรก่อน หลังเป็นโควิด เราค้นพบว่ามันทำให้อีโก้บางอย่างของเราหายไป นึกออกไหมว่าคนเราพอช่วยคนอื่นมาก ๆ เข้า มันจะมีอีโก้ในตัวเองว่า เฮ้ย ฉันเจ๋งฉันช่วยคนได้ ซึ่งพอมันมีความรู้สึกแบบนี้ซ่อนอยู่ข้างในนาน ๆ และทำงานแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็จะอันตรายกับตัวเองดังนั้นเราก็ต้องมีสติมาก ๆ
ก่อนหน้าที่จะเป็นโควิด เรารู้สึกเสมอว่าเราอยู่กับคนที่เป็นโควิดตั้งเยอะ ก็ไม่เห็นเป็นไร คิดกับตัวเองว่าเราคงมีภูมิคุ้มกันที่ดี จนถึงวันหนึ่ง เราก็ติด ตอนติดไม่ยอมรับตัวเองด้วยนะว่าติด มั่นใจว่าเราดูแลตัวเองดีไม่น่าติดหรอก ซึ่งยิ่งเราไปต่อต้านมัน มันก็เลยยิ่งหนัก ปวดหัวหนัก ไข้หนัก แต่พอเราศิโรราบว่าโอเคนะ เราติด มันก็ค่อย ๆ คลาย ทุกอย่างมันสอนเราว่า เราก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง สอนให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน สอนให้รู้ว่าเราตัวเล็กแค่ไหน ไม่ได้หมายความว่าเรากินแบบนี้ ใช้ชีวิตแบบนี้ เราจะดีกว่าคนอื่น แข็งแรงกว่าคนอื่น เราแค่ชะลอให้ตัวเองป่วยช้าลง และดูแลตัวเองเท่าที่จะทำได้  

อย่างที่บอกในช่วงแรกว่าบ้านจริง ๆ ของปุ๋มอยู่ที่กรุงเทพ เธอและสามีเปิดคาเฟ่ด้วยกันชื่อ Lilou & Lalairt coffee อยู่ในซอยอารีย์สัมพันธ์ 10

ไม่นานมานี้ ปุ๋มเพิ่งปรับปรุงพื้นที่ชั้นสองของร้านให้เป็น Lilou Heart Space พื้นที่จัดกิจกรรมเวิร์คช็อปเพื่อปรับความสมดุลย์ให้กับชีวิตคนเมืองในรูปแบบของศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะ Reiki การใช้พลังธรรมชาติเพื่อการบำบัด / Crystal bowl sound healing การบำบัดด้วยคลื่นเสียงคริสตัลโบวล์ / Rebirthing breath-work การบำบัดด้วยศาสตร์การหายใจที่ช่วยเคลื่อนพลังงานไปทั่วร่างกาย / Aromatherapy Customization การออกแบบกลิ่นน้ำมันหอมระเหยเฉพาะบุคคลเพื่อการบำบัด / Energetic yoga โยคะเพื่อการฝึกให้เกิดความสมดุลผ่านร่างกายเชื่อมโยงไปถึงจิตใจ

เราคิดว่าพื้นที่แบบนี้เป็นสิ่งที่คนกรุงเทพต้องการ

ปุ๋มตอบกลับเราทันทีแบบไม่ต้องใช้เวลาคิด เมื่อเราถามถึงที่มาของ Lilou Heart Space

ตัวเราเอง ครั้งแรกที่ตัดสินใจอยากจะเข้าป่าก็เพราะพอเราฝึกโยคะฝึกสมาธิมาก ๆ เข้า เรากลายเป็นคนที่ต้องการความเงียบ อยากจะคอนเนคกับธรรมชาติ และเราก็ได้เห็นจากการเข้าไปอยู่กับธรรมชาติว่ามันสอนอะไรเราเยอะแยะ มันให้พลังชีวิตมหาศาล มันทำให้เรารู้ว่าเราเป็นกันและกัน และมีกันและกัน แยกจากกันไม่ได้เลย แต่การอยู่กรุงเทพมันทำให้เราขาดการคอนเนคที่ว่านั้น รูปแบบชีวิตในเมืองมันมี energy ของตึก ของเสียง ของสัญญาณไฟฟ้าต่าง ๆ มากวนเต็มไปหมด ซึ่งเราเองใช้ชีวิตกับธรรมชาติก็จริง แต่เราก็มีครอบครัวมีบ้านอยู่ที่กรุงเทพ ซึ่งบางช่วงเราก็ต้องกลับมากรุงเทพด้วย
ด้วยความที่สนใจในศาสตร์เหล่านี้ เราเลยคิดว่าเวลาที่เรากลับมากรุงเทพ ถ้าเรามีมีพื้นที่ในแบบคล้าย ๆ กันกับที่พะงันก็น่าจะดี เราจะได้พา therapist จากที่พะงันหรือที่ต่าง ๆ มาทำเวิร์คช็อปให้กับคนกรุงเทพที่ต้องการการเยียวยาได้รู้จัก เราอยากให้สเปซนี่เป็นโอเอซิสของคนเมือง 

หลักการในการคัดเลือก Therapist ของปุ๋ม ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนค่ะ มันเป็นเรื่องของกรรม

กรรมเจอกันค่ะ เพราะสเปซนี่ไม่ได้คิดเรื่องทำเงินเป็นหลัก Therapist ที่มาต้องเป็นคนที่มีแนวคิดของการใช้ชีวิตคล้าย ๆ กัน คือถ้าเขาจะมาเพื่อทำเวิร์คช็อปแบบอยากได้จำนวนคนเยอะ ๆ เพื่อมีรายได้เยอะ ๆ ก็อาจจะไม่ใช่ทางกันเพราะแนวทางเราจะเป็น private หรือกลุ่มเล็กๆ จะได้โฟกัสได้อย่างแท้จริง 

ส่วนใหญ่ของคนที่มาเข้ารับการบำบัดหรือเวิร์คช็อปที่ Lilou Heart Space จะรีเควสต์มาแบบไพรเวท ส่วนถ้าเป็นกรุ๊ปก็จะรับแค่สี่ห้าคน ไม่มากไปกว่านั้น  

การบำบัดแบบต่อต่อตัวถือเป็นวิธีที่เวิร์คที่สุด เพราะเราแต่ละคนมีเรื่องราวของตัวเองไม่เหมือนกัน ปัญหาต่างกัน เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชีวิตของคนกรุงเทพที่เสียงภายนอกมักดังกว่าเสียงภายในเสมอ พอดังมาก ๆ เข้า เสียงเหล่านั้นก็กลายเป็นกลบความต้องการในใจที่แท้จริง นำมาซึ่งอาการหลงทางบ้าง หายใจไม่ออก อึดอัด สับสนในตัวเองบ้าง และจบด้วยประโยคว่า

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”

จะธุรกิจใด ๆ ในโลกก็ตาม ฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่า นอกไปจากรูปแบบของธุรกิจที่จะเป็นตัวดึงดูดกลุ่มเป้าหมายแล้ว อินเนอร์และวิญญาณ (Soul) ของเจ้าของธุรกิจยังถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะมันคือพลังงานที่ถ่ายทอดลงไปในทุก ๆ รายละเอียดของธุรกิจ

อ่านบทความนี้จบแล้ว ฉันเชื่อว่าอาจจะมีสัก 5 ในสิบคนที่ค้นพบว่า Lilou Heart Space นี่ล่ะ คือคำตอบที่ฉันตามหา

ช่องทางการติดต่อคลิก>> ig : lilou.heart.space หรือ 089-142-8203

เรื่อง : พัทริกา ลิปตพัลลภ / ภาพประกอบ : ณภัค ภูมิชีวิน