image

ทำความรู้จัก 'Gen-R' คนทำงานยุคใหม่หลังโควิด-19

05 ส.ค. 65 เวลา 14.00 น.
Share

วิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19 ไม่เพียงเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเราเท่านั้น แต่รวมไปถึงรูปแบบการทำงาน ที่องค์กรต่าง ๆ พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้เอง ทำให้กลุ่มคนบางส่วนที่ตระหนักถึงความไม่แน่นอนนี้ ปรับแนวคิด และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ในช่วงล็อกดาวน์ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นแรงงานที่องค์กรต้องการตัวในอนาคต โดยเรานิยามคนเหล่านั้นว่า "คนเจเนอเรชั่น อาร์" พวกเขาเป็นใคร มีบุคลิกลักษณะแบบไหน ไปทำความรู้จักพร้อม ๆ กันเลย

 

เจเนอเรชั่นคืออะไร ทำไมต้องแบ่งคนออกเป็นยุค ?

เราเชื่อว่าใครหลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า เบบี้บูมเมอร์ (Baby boomer), คนเจนวาย (Gen Y), เด็กเจนซี (Gen Z), หรือ เจนอัลฟ่า (Gen Alpha) กันมาบ้างแล้ว ที่มาของคำนิยามเหล่านี้มาจากแนวคิด "การแบ่งกลุ่มประชากรตามช่วงอายุ หรือ The Generetional Theory" เกิดขึ้นครั้งแรกในยุค 90 โดยนักสังคมศาสตร์ชาวอเมริกันที่เชื่อว่าบริบทแวดล้อมและเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุค สามารถส่งผลต่อลักษณะนิสัย บุคลิก กรอบความคิดในการมองโลก ไปจนถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนหนึ่งคนได้

 

ยกตัวอย่าง กลุ่มคนเบบี้บูมเมอร์ (เติบโตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489-2507) เป็นกลุ่มคนที่ต้องเผชิญกับสงคราม ปัญหาเศรษฐกิจ ความแร้นแค้น ทำให้คนในยุคนี้จำต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อแสวงหาความมั่นคงในชีวิต พวกเขาเติบโตมากับคำสอนคล้าย ๆ กัน เช่น ต้องอดทน ขยันขันแข็ง ทำงานที่มั่นคง ในอนาคตต้องมีลูกหลานเยอะ ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการรณรงค์และนโยบายของรัฐบาลในช่วงเวลานั้น ที่ต้องการแรงงานใหม่ ๆ มาฟื้นฟูประเทศหลังจากสูญเสียไปในช่วงสงคราม

 

ในปัจจุบันการแบ่งเจนถูกใช้เป็นเครื่องมือของบริษัทและแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงการนำมาปรับใช้ในการทำงานในองค์กร เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นระหว่างคนต่างวัยมากขึ้น

เจนอาร์ (Gen-R) คือใคร ?

ปัจจุบันแรงงานในองค์กรทั่วโลก สามารถแบ่งออกเป็น 5 เจเนอเรชั่น ได้แก่ วัยเกษียณ (เกิดตั้งแต่ 1927-1946) วัยใกล้เกษียณหรือเบบี้บูมเมอร์ (เกิดตั้งแต่ 1946-1964) เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ (เกิดตั้งแต่ 1965-1980) เจเนอเรชั่น วาย (เกิดตั้งแต่ 1981-1996) และเจเนอเรชั่น ซี (เกิดตั้งแต่ 1997-2012) โดยแต่ละเจนล้วนมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การดำเนินชีวิต ไปจนถึงรูปแบบการทำงาน ฯลฯ

 

ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกเราในทุกด้าน บีบให้คนจากทุกเจนต้องปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เหมือน ๆ กันในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากที่บ้าน (Work form home) การทำงานจากทางไกล (Remote working) การประชุมออนไลน์และอีกสารพัด ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้แรงงานบางส่วนเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด ความเชื่อ ไปจนถึงพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็น เพื่อตอบสนองวิถีการทำงานในโลกใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งเราเรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า "เจเนอเรชั่น อาร์"

 

"คนเจเนเรชั่น อาร์" หรืออีกชื่อหนึ่ง "Gen-Recalibrate" เป็นคำนิยามกลุ่มคนที่ตระหนักถึงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากวิกฤตโควิด-19 พวกเขาปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อ ละทิ้งวิธีการทำงานแบบเก่า มุ่งพัฒนาทักษะใหม่ ๆ โดยอาศัยเวลาว่างจากช่วงล็อกดาวน์ เพื่อก้าวเป็นพนักงานที่องค์กรอยากได้ ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่แน่นอนสูง

ทำงานเก่ง ปรับตัวได้ หยืดยุ่นเป็น

ลักษณะเด่น ๆ ของคนเจนอาร์ สามารถแบ่งออกได้ 4 ลักษณะ ได้แก่

1. เตรียมตัวรับมือกับชีวิต New normal ตลอดเวลา

ชีวิตวิถีใหม่แบบ "New norma"l ที่แตกต่างไปจากปกติ ทำให้คนเจนอาร์เชื่อว่าพวกเขา "ต้องเก่งขึ้นทุกวัน" เพื่อตอบสนองต่อโลกการทำงานในอนาคตที่นอกจากจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การแข่งขันยังสูงขึ้นอีกด้วย ชาวเจนอาร์จึงซุ่มฝึกฝนเรียนรู้ทักษะใหม่ ที่จำเป็นในสายงาน อย่างน้อย 1 ทักษะ โดยอาศัยเวลาว่างจากการล็อกดาวน์ พวกเขาคาดหวังถึงการมีรายได้จากหลายช่องทาง เช่น การทำงานประจําควบคู่กับการทำอาชีพเสริมควบคู่ไปด้วย

 

2. อยู่ไหนก็ทำงานได้มีประสิทธิภาพ (Remote working)

ชาวเจนอาร์ค่อนข้างมีอิสระในเรื่องเวลางาน การทำงานแบบ เข้า-ออกงานตรงเวลา หรือต้องนั่งทำงานในออฟฟิศเพื่อให้ได้มาซึ่งงานที่มีประสิทธิภาพ อาจไม่ใช่แนวทางของชาวเจนอาร์ เพราะพวกเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะช่วยให้เขาทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลก โดยคุณภาพงานก็ไม่ได้ลดลง และเวลาก็ยังตรงกับเพื่อนร่วมงานได้อีกด้วย

 

3. สมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการงาน

การโหมงานหนักจนลืมเวลาชีวิตส่วนตัว ไม่ใช่วิถีการทำงานแบบคนเจนอาร์ พวกเขามีเป้าหมายประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว มักจะแสวงหาวิธีที่จะสามารถทุ่มเทกับงานได้ โดยไม่ลืมเวลาส่วนตัว ชาวเจนอาร์มีมุมมองว่าการประสบความสำเร็จ อาจไม่ได้วัดจากตำแหน่งในหน้าที่การงาน หรือ เงินเดือนสูง ๆ อย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมไปถึงคุณภาพชีวิตด้านอื่นด้วย การรักษาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานจึงเป็นสิ่งที่เจนอาร์จะใส่ใจเป็นพิเศษ

 

4. มีจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม

แม้ว่าเทรนด์รักษ์โลกจะเป็นกระแสมานานแล้ว แต่ผลกระทบด้านสุขภาพจากโควิด-19 ทำให้ชาวเจนอาร์ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไปจนถึงต้องการมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

 

สรุปได้ว่า คนเจนอาร์มีแนวโน้มจะรับมือสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายได้ดี เวลาที่ต้องเผชิญกับความกดดันหรืออุปสรรคต่าง ๆ พวกเขาจะกลับมาใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งต่อได้ โดยไม่จมปลักกับความทุกข์นาน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นคนที่ "ล้มแล้วลุกได้เร็ว (Resilience)" พวกเขาเลือกจัดสรรเวลางานให้อิสระมากขึ้น แทนการเข้าทำงานแบบมีเวลาเข้า-ออกตายตัว ในขณะเดียวกันก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล พวกเขาให้ความสำคัญกับ Work-life Balance หรือ การจัดสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องปัญหาสุขภาพจากการทำงานหนักเกินไป และการมีจิตสำนึกในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากการได้เรียนรู้จากวิกฤตโควิด-19

 

องค์กรปรับตัวอย่างไรเมื่อ Gen-R ก้าวสู่โลกการทำงาน

เพราะแรงงานในอนาคตกำลังก้าวเข้ามาในโลกการทำงานด้วยความเชื่อ ชุดทักษะ และแพชชั่นใหม่ ๆ จึงเป็นหน้าที่ขององค์กรที่อาจต้องเริ่มปรับตัว เพื่อสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อไลฟ์สไตล์แรงงานยุคใหม่มากขึ้น

  • เปิดพื้นที่ให้ได้ลองทักษะใหม่ ๆ
  • ปรับรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่น เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่
  • ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแรง ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและบรรยากาศการทำงานที่ดี เพื่อให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะแสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวถูกตำหนิ
  • ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของงานว่า พวกเขามีความหมายอย่างไรกับสังคม หรือลูกค้า รวมไปถึงเพื่อให้ทุกคนมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน

 

คงเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วที่เมื่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเปลี่ยนไป คนเราก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามเพื่อการอยู่รอด ซึ่งการเกิดขึ้นของคนเจนใหม่ ๆ นี้ อาจเป็นโอกาสดีที่ให้เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ข้อดี ข้อเสีย หรือมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างคนต่างวัยมากขึ้น เช่นเดียวกันกับ รายการ โต๊ะ GEN ทาง ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก <คลิก ที่จะพาเราไปเข้าใจความคิดเห็นของคนต่างเจเนอเรชั่น ผ่านการพูดคุยถึงเรื่องราวในหลากหลายประเด็น

 

 

ที่มา: People Matters