image

Learn small : วิชาสังคมศึกษา ."สรุปยุคกลางในยุโรป (The Middle Ages)"

12 ก.ย. 65 เวลา 10.00 น.
Share

"ยุคกลาง" หรือที่ผู้คนขนานนามกันว่า "ยุคมืด" ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ชวนสับสน คลุมเครืออยู่ไม่น้อย ในวันนี้ ALTV จึงขอสรุปสิ่งสำคัญในยุคกลางของยุโรปมาให้ทุกคนได้อ่านกัน

จุดเริ่มต้น 'ยุคกลางในยุโรป' (The Middle Ages)

ยุคกลาง (The Middle Ages) หรือที่ถูกขนานขนามว่า "ยุคมืด (Dark Ages)" กล่าวถึงยุโรปในช่วงเวลาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 - 15 ซึ่งเริ่มต้นหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก (ช่วงปี ค.ศ. 476) ที่ทำให้กลุ่มอนารยชนเผ่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เผ่ากอธ เผ่าแฟรงก์ เผ่าลอมบาร์ด ฯลฯ เริ่มเข้ารุกรานและตั้งถิ่นฐานในดินแดนยุโรปตะวันตก ในช่วงเวลานั้นเกิดความปั่นป่วนทางการเมืองอย่างมาก เพราะการทำสงครามระหว่างชนเผ่าเพื่อขึ้นมาเป็นศูนย์กลางอำนาจ และขนายอาณาเขตของตน

 

จนในปี ค.ศ. 481 ชนเผ่าแฟรงก์ภายใต้การนำของ 'กษัตริย์โคลวิสที่ 1 (Clovis l)' สามารถขึ้นมาเป็นเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุด และได้สถาปนา อาณาจักรแฟรงค์เมโรแวงเจียน ขึ้นได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้นำไปสู่การสร้างยุโรปอย่างเป็นทางการ ในช่วงศตวรรษที่ 8 โดย พระเจ้าชาร์เลอมาญมหาราช (Charlemagne the Great) พระราชโอรสของพระเจ้าเปแปง แห่งราชวงศ์เมโรแวงเจียน เข้ารับการปราบดาภิเษกโดย พระสันตะปาปาลีโอที่ 3 เป็น จักรพรรดิแห่งโรมัน

 

ชาร์เลอมาญมหาราช แต่เดิมเป็นผู้ศรัทธาในศาสนาคริสต์ หลังจากได้ขึ้นเป็นประมุขของโรมันไม่นาน พระองค์ได้ทำนุบำรุงศาสนจักรมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การสร้างโรงเรียนหลวง เผยแพร่ศาสนา สร้างอาสนวิหารหลวง ในนิกายโรมันคาทอลิกที่เมืองอาเคิน ประเทศเยอรมนี เกิดเป็นความแน่นแฟ้นกันระหว่างจักรวรรดิคาโรแลงเจียนและคริสตจักร ที่ในเวลาต่อมาศาสนาคริสต์ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคกลางแทบทุกด้าน

 

ทำไมเรียกว่า 'ยุคมืด' (Dark Ages)

คำว่า "ยุคมืด" หรือ Dark Ages มีความหมายโดยรวมว่า 'การหยุดนิ่งทางปัญญา' นิยามขึ้นโดยนักประวัติศาสตร์ ที่มองว่าศิลปวิทยาการ ภูมิปัญญา วิทยาศาสตร์ ในยุคนี้ล้าหลังและพัฒนาได้ไม่มากเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับอารยธรรมคลาสสิกในยุคกรีก-โรมันโบราณ หนึ่งในนั้นคือ 'วอลแตร์' (Francois Voltaire) นักปราชญ์ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ที่ได้นำเสนอว่าศิลปวิทยาการในยุคกลางหยุดชะงัก

 

แต่นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มก็ไม่เห็นด้วยกับคำว่า 'ยุคมืด' เนื่องจากมีหลายสิ่งที่พัฒนาขึ้นในช่วงเวลานี้ เช่น ศิลปะแบบกอธิค ศิลปะแบบไบแซนไทน์ ศิลปะแบบโรมาเนสก์ หรือแม้กระทั่งเกิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกอย่าง มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด (University of Oxford) มีการออกกฏบัตรแม็กนา การตาร์ (Magna Carta Libertatum) อันเป็นที่มาของระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้อาจตีความได้ว่า "ยุคมืด" อาจเป็นเพียงความคิดเห็นและมุมมองของนักประวัติศาสตร์เท่านั้น

 

ยุคที่ศาสนจักรเรืองอำนาจ

⭐ในช่วงยุคกลางศาสนจักรและพระสันตะปาปา (Pope) มีอำนาจทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

  • ด้านเศรษฐกิจ โบสถ์สามารถเรียกเก็บภาษีจากประชาชนได้โดยตรง
  • ด้านสังคม ในช่วงที่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง เกิดการสู้รบระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ศาสนาคริสต์ก็ได้เข้ามาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวยุโรป และเข้ามามีอิทธิพลในวิถีชีวิตของชาวยุโรปในเวลาต่อมา
  • การเมือง พระสันตะปาปามีอำนาจแต่งตั้ง-ถอดถอนกษัตริย์ หรือสามารถขับไล่ ลงโทษผู้ที่ต่อต้านศาสนาคริสต์

 

เกิดระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ (ฟิวดัล)

การปกครองระบอบแบบฟิลดัล (Feudalism) หรือ ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ เป็นระบอบการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้น ที่เข้ามาแทนการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ มีลักษณะความสัมพันธ์แบบ ‘เกื้อหนุนกัน’ ระหว่าง Lord (เจ้านาย) และ Vassal (ข้ารับใช้)

 

ระบอบฟิวดัลมีหลักการว่า กษัตริย์ (Lord) จะพระราชทานที่ดินแก่ขุนนาง ขุนนางที่ได้ครอบครองที่ดินจากกษัตริย์จะเรียกว่า Land lord มีสถานะเป็นวัสซัลของกษัตริย์ มีหน้าที่คอยเคารพเชื่อฟัง จงรักภักดี สนับสนุนกองกำลังทหารเมื่อกษัตริย์ร้องขอ ส่วนชนชั้นที่ต่ำลงมา คือ ชนชั้นใช้แรงงาน ประชาชน ทาสติดที่ดิน มีหน้าที่คอยรับใช้ Land lord ทำการเกษตร ปศุสัตว์ ในเขตที่ดินนั้น ๆ ที่จะเรียกเป็นหน่วยว่า 'แมเนอร์ (Manor)'

 

ระบอบการปกครองแบบฟิวดัล ทำให้เกิดสิ่งสำคัญตามมาพร้อมกัน คือ 'ระบบเศรษฐกิจแบบแมเนอร์ (Manorial system)' ระบบเศรษฐกิจขนาดย่อม ๆ ที่มี 'คฤหาสน์' ของขุนนางเจ้าของที่ดินเป็นศูนย์กลาง มีหน่วยเรียก่วา 'แมเนอร์' โดยในแต่ละแมเนอร์จะมีการทำไร่ทำนา ปศุสัตว์ มีโบสถ์ หมู่บ้าน จนสามารถหล่อเลี้ยงกันเองได้ภายในแมเนอร์ได้นั่นเอง

 

เกิดศิลปะยุคกลาง (Medival Arts)

⭐จุดเด่นศิลปวัฒนธรรมในยุคกลาง: งานศิลปะยุคกลางที่มีชื่อเสียงมีหลากหลาย ส่วนมากเป็นงานประติมากรรม จิตรกรรม งานกระจกสี งานกระเบื้องเคลือบ (โมเสก) หนังสือตัวเขียนวิจิตร โดยล้วนแล้วแต่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาคริสต์เป็นหลัก สามารถจำแนกออกได้ 3 แบบ ได้แก่

  • ศิลปะไบแซนไทน์ (Byzantine Art)
  • ศิลปะกอธิก (Gothic Art)
  • ศิลปะโรมาเนสก์ (Romanesque Art) 

 

สงครามครูเสด (Crusade War)  

สงครามครูเสด (The Crusade War) หมายถึง สงครามทางศาสนาระหว่างชาวคริสต์และชาวมุสลิม มีขื้นเพื่อแย่งชิงนครเยลูซาเลม หรือ "ดินแดนศักดิ์สิทธิ์" ที่ตอนนี้กลายเป็นประเทศตุรกีในปัจจุบัน

 

สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 2 (Urbano II) ประกาศระดมพลชาวคริสต์ในยุโรปไปทวงคืนนครเยรูซาเลมคืน หลังจากที่ชาวมุสลิมได้เข้ายึดครองดินแดนนี้มาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 7 จนเกิดเป็นสงครามศาสนาครั้งใหญ่ที่กินเวลายาวกว่า 200 ปี (ค.ศ. 1096-1297) และรวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

 

ผลจากสงครามครูเสดสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับยุโรปช่วงยุคกลาง เพราะในการเดินทางออกทำสงคราม ได้นำพาผู้คนออกไปพบเห็นสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งความรู้และวัฒนธรรมใหม่ ๆ ผู้คนเริ่มมีความสงสัยใคร่รู้ต่อโลกภายนอก มากกว่าสนใจแค่เพียงเรื่องศาสนาอย่างเดียว เป็นชนวนที่ทำให้เกิดการเสื่อมสลายลงของระบอบสังคมศักดินา (ฟิวดัล) และอำนาจของศาสนจักรที่ครอบงำผู้คนในสมัยนั้นมาช้านาน ยุโรปเริ่มก้าวสู่ระบอบการปกครองแบบรัฐชาติ เกิดการขยายตัวทางการค้าระหว่างชาติตะวันออกกับทวีปยุโรป และนำไปสู่การเริ่มต้นของยุคที่เจริญถึงขีดสูงสุดในยุโรป นั่นคือ ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา (Renaissance)

 

การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดของ 'กาฬมรณะดำ' The Black Death

ในช่วงปลายของยุคกลาง ระหว่าง ค.ศ. 1348-1350 เกิดการระบาดของกาฬมรณะ (The Black Death) หรือ กาฬโรค ครั้งใหญ่ทึ่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่ได้คร่าชีวิตผู้คนในยุโรปไปเป็นจำนวนถึง 1 ใน 4 จากจำนวนประชากรทั้งหมด คาดว่าเชื้อระบาดมาจากหมัด หนู ที่ผ่านมากับเรือขนส่งสินค้า

 

ในการระบาดครั้งนี้ทำให้ประชากรลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะทาสติดที่ดิน ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อน. เศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานและอาหาร เกิดการแสวงหาข้าวของเครื่องใช้จากดินแดนอื่น ๆ มากขึ้นขึ้น ทาสดิดที่ดินบางกลุ่มที่ต้องการปลดแอกตัวเอง ก็ใช้โอกาสในช่วงเวลานี้ หลบหนีออกจากแมเนอร์ของตัวเองเพื่อทำงานในเมืองแทน การระบาดของกาฬมรณะจึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ระบบฟิวดัล และเศรษฐกิจแบบแมเนอร์ต้องเสื่อมสลายลงในที่สุด

 

เมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับยึคกลางในยุโรปไปแล้ว ยังมีสาระน่ารู้ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ให้ได้รับชมกันที่ รายการ ห้องเรียนติวเข้ม : เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลก <คลิก

 

 

 

ที่มา: Silpa Magazine