image

ทฤษฎีไขปริศนา สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

08 มิ.ย. 64 เวลา 16.43 น.
Share

ทฤษฎีไขปริศนา สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

 

มหาสมุทรเป็นส่วนที่มีมากที่สุดของโลก โดยคิดอัตราส่วนคือ 3 ใน 4 แต่มหาสมุทรกลับมีความลับมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่สามารถหาคำตอบไปได้ อีกสถานที่หนึ่งที่ยังคงต้องหาคำตอบกันต่อไปนั่นก็คือ “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา”

 

 

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา(Bermuda Triangle)หรือ “สามเหลี่ยมปิศาจ” (Devil’s Triangle) ดินแดนที่ใครหลายคนอาจหวาดกลัว เพราะเป็นเขตที่กลืนกินเรือเดินสมุทรและเครื่องบิน ให้หายสาบสูญไปอย่างไร้คำตอบ โดยสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นอาณาเขตที่สมมติขึ้นมาในมหาสมุทรแอตแลนติก หากลากเส้นจากจุดสามจุดเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่จุดแรกที่มหาสมุทรแอตแลนติคภาคตะวันตก ไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา และเปอร์โตริโก จะเชื่อมต่อกันเป็นรูปสามเหลี่ยม มีเนื้อที่ประมาณ 1.14ล้านตารางกิโลเมตร จุดกำเนิดของเหตุการณ์การหายสาบสูญเริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นมา มีรายงานการหายสาบสูญอย่างผิดปกติในพื้นที่เบอร์มิวดา เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่อง และเรือเดินสมุทรจำนวนนับไม่ถ้วน ได้หายไปในบริเวณพื้นที่ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา โดยไม่มีร่องรอยใด ๆ ไม่มีซากศพ ไม่มีแม้แต่เศษชิ้นส่วนของเรือหรือเครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น

มีหลายทฤษฎีที่คิดค้นไว้เพื่อหาคำตอบกับสถานที่แห่งนี้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าเหตุที่เรือและเครื่องบินต้องจมลงไปภายใต้เขตมหาสมุทรแห่งนี้ เกิดจากความผิดปกติทางธรณีวิทยา ในขณะที่หลายคนยังคงปักใจเชื่อถึงทฤษฎีมนุษย์ต่างดาว

ในครั้งนี้เราจะมาพูดถึงทฤษฎีที่ว่าด้วยความผิดปกติทางธรณีวิทยา ที่คาดว่าจะเป็นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องราวพิศวงกับเรือเดินสมุทรและเครื่องบินต่าง ๆ ที่ผ่านเขตน่านน้ำสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา 

 

 

1.ทฤษฎีก๊าซมีเทน พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีก๊าซมีเทนอยู่ใต้ท้องทะเลเป็นจำนวนมาก จนปะทุขึ้นเหนือท้องทะเล ซึ่งก๊าซมีเทนเมื่อเกิดการขยายตัวเป็นวงกว้าง ไม่ว่าวัตถุใด ๆ เคลื่อนที่ผ่าน มันก็จะดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างให้จมลงสู่ห้วงทะเลลึกอย่างรวดเร็ว

 

 

 

2.ทฤษฎีการแปรผันของสนามแม่เหล็กโลก เป็นไปได้ว่าบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเป็นบริเวณที่สนามแม่เหล็กมีความเข้มข้นสูง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการทำงานของเครื่องวัดระดับ และเข็มทิศประจำเครื่อง ทำให้เครื่องบินจึงดิ่งลงสู่มหาสมุทร ถูกดูดกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว

 

 

3.ทฤษฎีกระแสน้ำวนมหาศาล ในท้องทะเลนอกฝั่งบาฮามาส มีลักษณะเป็นอุโมงค์หรือปล่องใต้ทะเล ปล่องเหล่านี้เกิดจากถ้ำหินปะการังถูกกัดกร่อนด้วยกระแสน้ำใต้ทะเลมาเป็นเวลานับหมื่นปี ปล่องจำนวนมากมีทางแยกออกไปในหลายทิศทาง รวมถึงกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ทำให้น้ำบริเวณปากปล่องไหลวนเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการหมุนเป็นกรวยเหนือพื้นน้ำในลักษณะของวังน้ำวน ซึ่งสามารถจะดึงดูดเรือเล็กพร้อมด้วยคนบนเรือ ลงสู่ก้นอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อถือและคิดว่าจะเป็นการไขปริศนาของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ยังคงเป็นทฤษฎีก๊าซมีเทน เพราะได้มีการจำลองเหตุการณ์โดยใช้หุ่นจำลอง ทำให้สามารถยืนยันทฤษฎีดังกล่าวได้ ความหนาแน่นของก๊าซมีเทนจะทำให้เกิด “ช่องโหว่” กล่าวคือ เกิดขึ้นที่บริเวณใต้เรือก่อนที่จะจมลงในแนวดิ่งทันที และทฤษฎีดังกล่าวสามารถอธิบายได้กับเหตุการณ์ที่เกิดกับเครื่องบิน เนื่องจากการเกิดก๊าซมีเทนอย่างหนาแน่นปริมาณมหึมาในอากาศอาจจะทำให้เกิดการแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างกะทันหันและส่งผลกระทบกระเทือนการบินของเครื่องบินที่บินผ่านบริเวณนั้น

 

นี่เป็นเพียงหลักทฤษฎีที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้ค้นหาเพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในพื้นที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้ แต่จะถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เรื่องนี้ยังต้องหาคำตอบกันต่อไป

 

อ้างอิงข้อมูลจาก: https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/0022487103256793