image

อัพเดตเทรนด์วัตถุดิบอาหารที่คาดว่าจะปัง! ปี 2022

26 ม.ค. 65 เวลา 14.20 น.
Share

นอกจากเทรนด์แฟชั่นหรือสีประจำปีแล้ว "เทรนด์อาหาร" ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่กำลังมาแรง เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ ALTV จึงอยากพาทุกท่านมาอัพเดตเทรนด์วัตถุดิบอาหารในปีนี้ ที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างคาดว่ามาแน่! (ขอบอกเลยว่าฝั่งเอเชียชนะเลิศ!)

 

 

"เกลือดำ" ที่ทำให้อาหารล้ำไปอีก!

หมดยุคของเกลือแกงแล้ว! เพราะนี่คือยุคของ “เกลือดำ (Kala-namak) ” จากการคาดการณ์ของ Mike Kostyo" ผู้เชี่ยวชาญด้านเทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เขียนลงเว็บบล็อกส่วนตัวไว้ว่า เกลือดำกำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง แซงหน้าเกลือทุกสีบนโลก

เกลือดำหรือเกลือหิมาลายัน บ้างก็รู้จักในชื่อ Kala-namak มีต้นกำเนิดในประเทศอินเดีย นิยมในประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น เนปาล ปากีสถาน บังคลาเทศ เกลือดำมีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัวด้วย คือให้รสเค็มปนเปรี้ยว นิด ๆ ผสมกลิ่นกำมะถันอ่อน ๆ ที่ว่ากันว่ากลิ่นแบบนี้แหละ ช่วยรังสรรค์รสชาติอาหารให้อูมามิ!  

ในวงการอาหารเกลือดำไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถูกใช้ในอาหารอินเดียและเอเชียหลายชนิดมานาน หลัก ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผักดอง (ชัทนีย์) สลัด หรือเป็นวัตถุดิบหลักใน ชาตมาซาล่า (Chatt masala) เครื่องเทศชื่อดังของประเทศอินเดีย

ปัจจุบันยังไม่พบงานศึกษาที่ฟันธงได้ว่าเกลือดำมีสรรพคุณเฉพาะตัว แต่ในความเชื่อแพทย์แผนโบราณของชาวอารยัน-ฮินดู เกลือดำหิมาลายันมีคุณสมบัติทางยาหลากหลาย มีผลการศึกษาในปี 2020 ผู้เขียนสรุปผลไว้ว่า เกลือชนิดนี้มีโซเดียมน้อยกว่าเกลือทั่วไป ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง อุดมด้วยแร่ธาตุ เช่น เหล็ก แคลเซียม และแมกนีเซียมซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวม อาจเป็นตัวเลือกของผู้ต้องการหลีกเลี่ยงโซเดียม

"แมลง" แหล่งโปรตีนแห่งอนาคต

จากแมลงทอดตามรถเข็นแถวบ้าน ที่บางคนต้องทำหน้าหยี๋ ในวันนี้ แมลงกินได้ (Edible insects) กลายเป็นอาหารแห่งอนาคตไปเสียแล้ว! ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกยืนยันว่าอุดมไปด้วยโปรตีน แถมยังเป็นมิตรต่อโลก และเมื่อไม่นานมานี้สหภาพยุโรปยังรับรองแล้วว่า "หนอนนกและตั๊กแตนแบบแห้ง" เป็นอีกทางเลือกในการกินที่ปลอดภัยและให้โปรตีนสูง

เป็นมิตรต่อโลกอย่างไร?

ตามการคาดการณ์ในอนาคต จำนวนประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 7 พันล้านเป็น 9 พันล้านภายในปี 2593 ตรงนี้เองที่ทำให้ความต้องการแหล่งโปรตีนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งแหล่งโปรตีนส่วนใหญ่ของคนเรามาจากการปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์นมนี่เอง กรีนพีซ (Greenpeace) ได้ระบุไว้ว่าระบบอาหารนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก คิดเป็นร้อยละ 60 จากทั้งหมด หรือเกินครึ่งของปริมาณก๊าซที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เพราะฉะนั้นการพึ่งพาแหล่งโปรตีนจากแมลง สามารถลดปริมาณการบริโภคสัตว์จากฟาร์มได้ รวมไปถึงการสร้างก๊าซเรือนกระจก Duncan Sivell นักวิทยาศาตร์สาขาชีววิทยา ประจำ Natural History Museum กล่าวว่าการเพาะเลี้ยงแมลงสร้างก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าการปศุสัตว์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงนิเวศ

ปัจจุบันแมลงอยู่ในจานอาหารของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ขนมคบเคี้ยวอย่างแมลงทอดกรอบ ลูกอมแมลง ช็อกโกแลตแมลง ไปจนถึงแยมหรือแป้งทำขนมปัง ให้ปริมาณโปรตีนสูง อุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นเกือบทุกชนิด แต่ควรระวังในผู้แพ้สัตว์ทะเลเปลือกแข็ง ไม่ควรรับประทานแมลง เพราะมีโปรตีนบางชนิดคล้ายกับโปรตีนก่อภูมิแพ้ในสัตว์ทะเลเปลือกแข็ง เช่น กุ้ง ปู กั้ง

"มะรุม" ต้นไม้มหัศจรรย์ ป้องกันโรค!

มะรุม (Moringa) พืชยืนต้นที่อุดมไปด้วยสรรพคุณทางยา บางคนอาจเคยได้ยินชื่อนี้จากเมนูอาหารจานเด็ดอย่าง "แกงส้มมะรุม"  

มะรุมเป็นต้นไม้พื้นเมืองในประเทศอินเดียและในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกือบทุกส่วนสามารถกินหรือใช้เป็นส่วนผสมในยาสมุนไพรแผนโบราณได้ ในขณะนี้กำลังได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่รูปแบบผงสกัด แคปซูล สมูทตี้ หรือขนมอบทานเล่น

สารพัดประโยชน์จากมะรุม

  • ส่วนใบ สามารถช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ ชะลอความชรา ต้านอนุมูลอิสระ เพราะอุดมไปด้วนสารฟลาโวนอยด์สำคัญ รูทินและเควอเซทิน (Rutin และ Quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (Lutein และ Caffeoylquinic acids)
  • รากและเปลือก สามารถมานำมาใช้ในลูกประคบแก้อาการปวดหลัง ปวดตามข้อได้
  • เมล็ด สารสกัดจากเมล็ดมะรุมมีส่วนช่วยบำรุงเส้นผมและผิวหนังให้ชุ่มชิ้น ปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหาย 

แม้ว่ามะรุมจะจัดเป็นพืชสมุนไพรมากด้วยสรรพคุณ แต่ก็ยังไม่มีงานศึกษาที่การันตีว่าใช้รักษาโรคให้หายขาดได้ ทั้งนี้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเข้ารับรักษาทางการแพทย์ร่วมด้วย

"ส้มยูซุ" ความหอมที่มาพร้อมประโยชน์

แม้ว่าในโลกจะมีผลไม้ให้รสเปรี้ยวมากมาย แต่ส้มยูซุ (Yuzu) เป็นผลไม้ขึ้นแท่นวัตถุดิบที่มาแรงในปีนี้! อ้างอิงจาก บริษัทอาหาร "Whole Foods" ที่รวบรวมรายชื่ออาหารและเครื่องดื่ม จากการสำรวจของทีมงานมากกว่า 50 คน (รวมถึงผู้ซื้อในระดับภูมิภาคและผู้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร)

เดิมมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน ปัจจุบันศูนย์กลางการส่งออกอยู่แถบหมู่เกาะชิโกกุ (Shikoku) ประเทศญี่ปุ่น เราจึงมักพบเห็นส้มยูซุได้ในอาหารสัญชาติญี่ปุ่นเสียส่วนใหญ่ และตอนนี้ได้แพร่ไปทั่วโลกจากความนิยมของเชฟในวงการอาหารนานาชาติ 

ส้มยูซุมีผลกลมกลึงเหมือนส้มจี๊ด ผิวสีเหลืองเบบเลมอน และให้รสชาติคล้ายเกรปฟรุตผสมส้มแมนดาริน เพียงเท่านี้เราก็รู้สึกได้ถึงความพิเศษในตัวมันแล้ว แต่ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะยังมีความหอมจาก “เปลือก” ที่ไม่เหมือนใคร

งานวิจัยที่เผยแพร่ PubMed.gov ระบุไว้ว่าส้มยูซุ มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด รวมทั้งวิตามินซี แคโรทีนอยด์ และฟลาโวนอยด์ และจากการศึกษาในหนูทดลองที่มีความผิดปกติของสมอง พบว่าการบริโภคสารสกัดจากส้มยูซุในระยะยาว ช่วยปรับปรุงการทำงานของสมองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ 

"ดอกชบา" ที่มีมากกว่าสีสัน

หลายคนคงคุ้นเคยกับดอกชบา (Hibiscus) เป็นอย่างดีในฐานะไม้ดอกหลากสีสันทีพบเห็นได้ตามรั้วบ้าน และเมนูเครื่องดื่มฮิตตลอดกาลอย่าง “ชาดอกชบา (Hibiscus Tea)” เครื่องดื่มรสเปรี้ยวหวานสดชื่น เอาใจสายสุขภาพ

ดอกชบามีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนต่าง ๆ ของดอกชบาสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารและยา เป็นเหตุผลว่าทำไมผลิตภัณฑ์จากดอกชบากำลังมาแรงในปีนี้

ในอดีตชาชบาถูกนำมาใช้ในประเทศแอฟริกาเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย รักษาโรคหัวใจ และบรรเทาอาการเจ็บคอ ในประเทศอิหร่านเชื่อว่ามีสรรพคุณเยียวยาโรคความดันโลหิตสูง สอดคล้องกับวารสารโภชนาการบางชิ้นที่พบว่าจากการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างที่ดื่มชาชบาขนาด 8 ออนซ์ ทุกวันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ความดันโลหิตของพวกเขาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับเทรนด์วัตถุดิบอาหารที่เรานำมาฝากกัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ใช่ว่าจะไม่มีโทษหากบริโภคเกินพอดี นอกจากนี้สามารถเปิดโลกแมลงอาหารแห่งอนาคต ได้ที่รายการ Class One ทางฉันฝันเธอ ตอน เปิดโลกแมลง Super food มาแรงของโลก

 

 

ที่มา: Thekitchn Medical News Today Smart Brief