ในทุกวันที่ 21 กันยายน ซึ่งตรงกับ 'วันสันติภาพสากล (The International Day of Peace) สัญลักษณ์แห่งสันติภาพและการต่อต้านความรุนแรง จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง เพื่อให้เรานึกย้อนกลับไปถึงสงครามโลก ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของมวลมนุษยชาติ ในวันนี้ ALTV จึงอยากพาเพื่อน ๆ มารู้จักกับที่มาของ 4 สัญลักษณ์สันติภาพอันทรงพลังไปพร้อม ๆ กัน
สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) ได้กำหนดให้ทุกวันที่ 21 กันยายน ของทุกปีเป็น 'วันสันติภาพสากล (The International Day of Peace)' เพื่อเป็นการให้ความสำคัญต่อการยุติการใช้ความรุนแรง การคุกคามในทุกรูปแบบ และมุ่งเน้นสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการมีสันติในทุกพื้นที่ โดยในวันสันติภาพสากลจะมีกิจกรรมการลั่น 'ระฆังสันติภาพ' ที่หล่อขึ้นจากเหรียญที่ได้รับบริจามาจากเด็ก ๆ ทั่วโลก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองอีกด้วย
นานมาแล้วที่ 'นกพิราบ' ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง สันติภาพ อิสรภาพ และความรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'นกพิราบคาบกิ่งมะกอก' สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนประจำวันสันติภาพสากล ที่หลายคนอาจพบเห็นในรูปแบบไอคอนหรืออีโมจิ (Emoji) บนสมาร์ตโฟน
ที่มาที่ไปของนกพิราบคาบกิ่งมะกอกนั้น มีต้นกำเนิดมาจากความเชื่อทางศาสนาคริสต์ที่ว่า 'นกพิราบคือตัวแทนของความบริสุทธิ์และพระผู้เป็นเจ้า' อีกทั้งยังปรากฏอยู่ในเรื่องราว 'มหากาพย์น้ำท่วมโลก' หรือ 'เรือโนอาห์ (Noah's Ark)' ที่ได้มีการกล่าวไว้ว่า โนอาห์จะใช้นกพิราบคอยสังเกตการณ์น้ำท่วมจากในเรืออาร์ค จนในวันหนึ่งนกพิราบได้บินคาบกิ่งมะกอกกลับเข้ามา จึงทำให้โนอาห์รับรู้ว่าภายนอกน้ำลดลงแล้ว ถือเป็นสัญญานของการเริ่มต้นใหม่ และความสงบสุขที่กลับคืนสู่มวลมนุษย์อีกครั้ง
นอกจากนี้ ในเวลาต่อมานกพิราบถูกใช้สื่อถึงสันติภาพไปอย่างกว้างขวาง เมื่อจิตรกรชื่อก้องโลกอย่าง Pablo Picasso ได้วาดภาพ 'นกพิราบแห่งสันติภาพ (The Dove of Peace) ซึ่งในภายหลังได้รับเลือกให้เป็นสัญลักษณ์สำหรับการประชุมสันติภาพนานาชาติ ที่กรุงปารีส (Paris Peace Congress) ในปี ค.ศ. 1949
ในความเชื่อโบราณของคนญี่ปุ่น 'นกกระเรียน' ถือเป็นตัวแทนแห่งโชคลาภ ความสุข และการมีอายุยืนยาว ในขณะเดียวกัน 'นกกระเรียนกระดาษ' ที่มักจะมีการพับไว้ประดับงานพิธีมคลต่าง ๆ ของญี่ปุ่น ยังมีนัยยะแฝงถึง 'สันติภาพ' ไว้อีกด้วย โดยจุดเริ่มต้นทั้งหมดของนกกระดาษสันติภาพนั้น มาจากเรื่องราวของหนูน้อยซาดาโกะ ซาซากิ ที่ต้องล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว จากการได้รับรังสีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นผลพ่วงของเหตุการณ์ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมะและนางาซากิ ในปี พ.ศ. 2488
ด้วยความหวังที่จะหายจากโรคร้าย ซาดาโกะทำการพับนกกระเรียนกระดาษ 1,000 ตัว ตามความเชื่อโบราณที่ว่า หากพับนกกระเรียนกระดาษได้ครบ 1,000 ตัวแล้ว สิ่งใดที่ปราถนาจะเป็นจริง เธอต่อสู้กับโรคร้ายสุดท้ายตลอดระยะเวลาหลายเดือน แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็ไม่มีจริง เพราะเด็กหญิงซาดาโกะก็เสียชีวิตลงในวัย 12 ปี ในตอนที่เธอพับนกกระเรียนได้ตัวที่ 664
หลังจากการเสียชีวิตของซาดาโกะ รัฐบาลประเทศญี่ปุ่นได้สร้างอนุสาวรีย์แห่งสันติภาพ หรือที่เรียกว่า “อนุสรณ์สันติภาพเยาวชน” (Children’s Peace Monument) ณ สวนสันติภาพฮิโรชิม่า เพื่ออุทิศแก่ซาดาโกะ และเด็กอีกหลายคนที่ต้องเสียชีวิตจากผลของสงคราม และนกกระเรียนกระดาษก็ได้กลายมาเป็นตัวแทนเรื่องราวซาดาโกะ และสันติภาพนับแต่นั้นมา
การชูสองนิ้วไม่ได้เป็นเพียงท่าเซลฟี่คิ้ว ๆ ที่ทำกันตามกระแสเท่านั้น แต่การทำนิ้วมือลักษณะเป็นรูปตัว V โดยหันฝ่ามือออก มีชื่อเรียกว่า V-sign สัญลักษณ์มือที่สื่อถึง ‘สันติภาพ (Peace)’ และ ‘ชัยชนะ (Victory)’
ต้นกำเนิดของ V-sign ต้องย้อนกลับไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 “ วิกเตอร์ เดอ ลาวีย์ (Victor de Laveleye) รัฐมนตรีพรรคเสรีนิยมเบลเยี่ยม ได้ออกอากาศผ่านสถานีวิทยุ BBC ชักชวนให้ประชาชนชาวเบลเยียมและ ชาวฝรั่งเศษ ร่วมกันทำสัญลักษณ์รูปตัว V ไว้ตามอาคารบ้านเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ "V for Victory" เพื่อแสดงการสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรในการทำสงครามชนะฝ่ายอักษะในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 และในภายหลังกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ทรงอิทธิพล เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถคว้าชัยชนะในสงครามมาได้จริง ๆ ทำให้สัญลักษณ์ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย
V sign อาจกลายเป็น F**k you!
ประเทศแทบเอเชียการชูสองนิ้วถือเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ทำกัน แต่ด้วยวัฒนธรรมและค่านิยมที่แตกต่างจึงไม่ใช่สำหรับทุกส่วนบนโลกที่การชูสองนิ้วจะสื่อความหมายดี ในบางประเทศอย่าง อังกฤษ สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ แอฟริกาใต้ การชูสองนิ้วแล้วหันหลังมือเข้าหาคนอื่นจะมีความหมายเชิงดูหมิ่น เหยียดหยาม เพราะฉะนั้นควรหันฝ่ามือออกเสมอ
สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ หรือ 'Peace Symbol' ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตานี้ เดิมทีมีชื่อเรียกว่า 'CND Symbol' หรืออีกชื่อหนึ่ง 'Nuclear Disarmament' (การลดอาวุธนิวเคลียร์) ออกแบบโดยศิลปินหัวขบถชาวอังกฤษ นามว่า Gerald Holtom เพื่อจุดประสงค์ในการต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ในสหราชอาณาจักร ช่วงปี ค.ศ. 1958-1960
Gerald เผยว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 'สัญญาณธง (Semaphore Alphabet)' ที่สามารถสะกดออกมาเป็นตัวอักษรและข้อความได้ โดยเส้นแกนกลาง l แทนตัวอักษร D (Disarmament) และเส้นอีกสองเส้นที่ขนาบข้างทำมุม 45 องศานั้น /\ แทนตัวอักษร N (Nuclear) ส่วนวงกลมรอบนอก O แทนรูปร่างของ 'โลก' ของเราเอง สัญลักษณ์สันติภาพถูกนำมาใช้แพร่หลาย โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของหนุ่มสาวบุพพาชนหรือ 'ฮิปปี้' ที่เคยมีบทบาทเข้าร่วมต่อต้านสงครามเวียดนาม ในปี ค.ศ. 1969
แม้ว่าสัญลักษณ์สันติภาพจะมีลักษณะและที่มาแตกต่างกันไป แต่เราจะเห็นว่าทุกสัญลักษณ์ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสันติภาพ และเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าการใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา และไม่เคยส่งผลดีกับใครทั้งสิ้น
ที่มา: Mental Floss