image

22 กันยายน #ขอแรดสักวัน รวมเรื่องลับเฉพาะที่ "แรด" ไม่เคยบอก

22 ก.ย. 65 เวลา 14.00 น.
Share

รู้หรือไม่ว่า “แรด” (Rhinoceros) เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เปราะบางแต่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 “รองจากช้าง” มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นคือ “นอ” อยู่เหนือจมูก แรดมีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ในทุกห่วงโซ่อาหาร แต่ก็น่าเศร้าจริงว่าปัจจุบันใกล้จะสูญพันธ์ในไม่ช้า โดยมีสถิติเผยว่า มีประชากรแรดเพียง 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แรดขาว, แรดดำ, แรดอินเดีย, แรดชวา และแรดสุมาตรา ที่หลงเหลืออยู่ทั่วโลกไม่ถึง 30,000 ตัว ด้วยเหตุนี้ 22 กันยายนของทุกปี จึงก่อตั้งให้เป็น “วันแรดโลก” หรือ “วันอนุรักษ์แรดโลก” (World Rhino Day) เพื่อช่วยปลุกจิตสำนึกและปกป้องแรดที่เหลืออยู่ให้มีชีวิตที่สวยงามต่อไป 

 

แม้ภายนอกของแรดจะดูน่าเกรงกลัว แต่ความจริงแล้วน้องมีมุมน่ารักมากมายที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ บทความนี้จะพาทุกคนไปล้วงลับเรื่องที่แรดไม่เคยบอก (แต่เราจะบอกให้นะ)

🦏แรดมีเคล็ดลับ “ดูแลผิว” ด้วยการ “พอกโคลน”

ถึงแรดจะมี “ผิวหนา” แต่บอบบางและแพ้ง่ายมาก เพราะหลอดเลือดที่อยู่ใกล้ชั้นผิวหนังทำให้เกิดเป็นรอยแผลได้ง่าย ดังนั้นเพื่อปกป้องผิวสวยจากแดดเผาและแมลงกัดต่อย แรดจึง “แช่โคลน” ตามแอ่งน้ำแล้วปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ ดูเผิน ๆ คล้ายกับ “เกราะสีเทา” และถูกกระเทาะร่วงหล่นเวลาที่แรดเอาตัวไปถูกไถกับต้นไม้ 

นักวิทยาศาสตร์ยังเผยว่า ดินโคลนบนผิวหนังของแรดที่แห้งหลุดร่วง ช่วยกระจายความอุดมบูรณ์ไปยังวงกว้าง ซึ่งมีผลกระทบต่อภูมิประเทศมากกว่าช้าง

 

🦏แรดสายตาแย่ แต่หูดี จมูกไวมาก

แรดไม่ได้ตาบอด แต่มีสายไม่ค่อยดีนัก มีการศึกษาพบว่า สายตาของแรดในระยะที่มองเห็นชัดเทียบเท่าสายตาแมวเพียงครึ่งเดียว คือ ราว ๆ 3 เมตร และ 1 ใน 10 ของแรดที่มีสายตาปกติ มักมองไม่เห็นสัตว์ขนาดใหญ่จะยืนอยู่ในที่โล่ง ถ้ายืนนิ่ง ๆ ในระยะเพียง 30 เมตรแรดจะไม่สามารถแยกแยะระหว่างคนกับต้นไม้ได้เลย ส่วนเหตุผลที่ทำให้แรดสายตาแย่นั้น อาจมาจากพันธุกรรมที่บกพร่อง และดวงตาขนาดเล็กที่อยู่ในตำแหน่งที่ “นอ” บดบังสายตา

ถึงสายตาจะด้อย แต่ธรรมชาติก็ได้มอบประสาทสัมผัสอย่างคมชัดมาชดเชย ด้วย “จมูก” ที่ไวต่อกลิ่น และ “หู” ที่รับเสียงได้กว้างไกลเพื่อเอาชีวิตรอดในป่า

🦏แรดเป็นสายมังสวิรัติ

มังเขี่ย มังเนื้อ มังปลอม หลบไป! ขอทางให้แรดสายมังสวิรัติตัวจริงหน่อย! นักวิจัยพยายามกันอย่างมากที่จะศึกษาว่าแรดกินอะไร และแล้วก็พบว่า แรดอินเดีย สุมาตรา ชวา แรดขาวและดำ ล้วนเป็นมังสวิรัติ โดยทั่วไปแต่ละวันของพวกมันจะกินพืชมากกว่า 50 กิโลกรัม เช่น หญ้า ลำต้น กิ่งก้าน และใบ เพื่อให้เพียงพอสำหรับร่างกายที่ใหญ่โต ซึ่งแรดแต่ละสายพันธุ์ก็มีพฤติกรรมการกินแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในตอนนั้น

แรดขาว (Ceratotherium simum) เป็นแรดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พบในทวีปแอฟริกา ไม่มีริมฝีปากที่หนาพอเพื่อหักกิ่งไม้ จึงเลือกกินได้แค่หญ้าขนาดเล็กและใบไม้บางชนิดเท่านั้น ซึ่งความชื้นจากหญ้าที่กินเข้าจำนวนมากสามารถแรดขาวอยู่ได้ 5 วันโดยไม่ต้องดื่มน้ำ

แรดดำ (Diceros bicornis) ตัวใหญ่รองจากแรดขาว มี "นอยาว" และแหลมคม พบในทวีปแอฟริกาเช่นกัน ส่วนมากจะเลือกกินใบไม้ กิ่งเล็ก ๆ และผลไม้จากต้น รวมทั้งที่ร่วงหล่นพนพื้นดิน ในบางครั้งก็จะขุดกินรากไม้ใช้เขาของมัน

แรดสุมาตรา (Dicerorhinus sumatrensis) เป็นแรดที่มีมีขนาดเล็กที่สุด มี 2 นอ พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากอาศัยอยู่ในเขตร้อน จึงเป็นสัตว์ที่ “ไม่เลือกกิน” สามารถกินพืชทุกชนิดได้อย่างหลากหลายและตลอดเวลา

แรดชวา (Rhinoceros sondaicus) สายพันธุ์ที่หายากที่สุดในโลก พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นขาประจำชอบที่ลุ่มและแหล่งน้ำ อาหารของพวกเขาจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ใบอ่อนที่ชื้น และผลที่ตกลงมาจากไม้พุ่ม 

แรดอินเดีย (Rhinoceros unicornis) พี่ใหญ่ผิวหนังย่น และมีนอเดียว มักใช้เวลาส่วนใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำและในน้ำเย็นจัด มักชอบเล็มยอดไม้ใบหญ้าต้นสูง ๆ มากกว่าจะกินบนพื้นดิน ดังนั้นแรดกินเดียจะได้กินแต่พืชที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำค้างและสายฝน

 “สนามหญ้าสั้น” เป็นผลพวงที่ได้จากการเล็มกินหญ้าของแรด ซึ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของพืชพรรณบางชนิด เช่น หญ้าเมล็ดแครอท (Tragus berteronianus) และนกต่าง ๆ ที่ไม่สามารถอยู่ได้ตามป่าหรือพื้นที่หญ้าสูง นอกจากนี้ สนามหญ้าของแรดยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่หลบภัยสำหรับสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้าอย่างเต่า ในช่วงที่เกิดไฟป่าอีกด้วย



🦏แรดสื่อสารเข้าใจกันผ่าน “การจาม” และ “อุจจาระ”

เมื่อแรดต้องการสื่อสารกัน หรือระหว่างการเผชิญหน้า พวกมันมักส่งเสียงตลก ๆ ออกมาด้วยการ “คำราม และ “เป่าแตร” เวลารูสึกโกรธจะส่งเสียง “กรน”, “จาม” เพื่อเป็นสัญญาณเตือน และ “กรีดร้อง” เมื่อกลัว นอกจากนี้ แรดยังสื่อสารกันผ่าน “มูล” และ “ปัสสาวะ” เพื่อแสดงอาณาเขต

 

🦏แรดดำและแรดขาวเป็น “สีเทา” ทั้งคู่

บางครั้งชื่อเรียก “แรดขาว”กับ “แรดดำ”ก็อาจทำให้เข้าใจผิด เดาว่าพวกมันคงมีสีผิวตามชื่อแน่ ๆ ความจริงแล้วทั้งสองสายพันธุ์มีผิวหนังเป็น “สีเทา” ทั้งคู่ เหตุผลก็เพราะนักสำรวจในยุคแรก ๆ เกิดความเข้าใจผิดทางด้านภาษา เนื่องจากคำว่า “White” แปลว่าสีขาว พ้องเสียงกับคำว่า “wyd” ในภาษาแอฟริกันที่แปลว่า “กว้าง” หมายถึงลักษณะริมฝีปากที่กว้างและเป็นเหลี่ยม ส่วนแรดดำนั้นมีริมฝีปากบนที่แหลมคม ด้วยเหตุนี้จึงตั้งชื่อสองสายพันธุ์นี้ว่า 'แรดขาว' และ 'แรดดำ' เพื่อแยกความแตกต่าง 

🦏แรดมีโปรไฟล์ใน “แอปฯหาคู่”

แรดนั้นเป็นสัตว์ที่มีลูกยาก บางสายพันธุ์ไม่มีลูกอีกเลยตลอด 2 ปี และมีชีวิตบนโลกโดยเฉลี่ย 45 ปีแล้วแต่สายพันธุ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พวกมันมีประชากรน้อย แอปฯหาคู่” จึงเป็นวิธีสุดแปลกเพื่อช่วยขยายพันธุ์ให้แรดได้ ปี 2017 สำนักอนุรักษ์โอลเปเจตา (Ol Pejeta Conservancy) ในเคนยา ได้สร้างโปรไฟล์หาคู่ให้แรดขาวเหนือเพศผู้ อายุ 43 ปี ชื่อว่า “ซูดาน”

“ซูดาน” เป็นแรดขาวเพศผู้ตัวสุดท้ายในโลก มันไม่สามารถสืบพันธุ์ตามธรรมชาติกับแรดขาวเพศเมียที่เหลืออีก 2 ตัวได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์พยายามรักษาภาวะเจริญพันธุ์ของแรดในหลอดทดลอง แต่ด้วยข้อจำกัดที่ต้องใช้ทุนหลายล้านบาท นักวิทยาศาสตร์จึงมีไอเดียเปิดรับบริจาคผ่านโปรไฟล์ของซูดานใน Tinder

 

🦏ประเทศไทยเคยเป็นบ้านของ “แรด” หายาก

มีบันทึกว่าประเทศไทยนั้นเคยเป็นบ้านของแรดป่าสายพันธุ์ที่ "หายากที่สุด" 2 ชนิด ได้แก่ แรดชวา และแรดสุมาตรา (กระซู่) ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น “สัตว์ป่าสงวน คือห้ามล่า” ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในธรรมชาติ (Extinct in the wild) เนื่องจากไม่มีร่องรอยการค้นพบมาตั้งแต่ปี 2500 แม้จะผืนป่าของไทยจะไม่มีแรดให้ได้เห็นแล้ว แต่เราสามารถชมแรดตัวเป็น ๆ ได้ ที่สวนสัตว์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่สวนสัตว์เชียงใหม่ มีแรดดำสายพันธุ์อินเดีย อายุ 36 ปี ชื่อว่า “กาลิ” 

🦏เกร็ดความรู้

เมื่อคำว่า "แรด" ไม่ได้หมายถึงแรด

แรดเพศเมียในช่วงวัยเจริญพันธุ์มีพฤติกรรมต่อสู่กันในการแย่งชิงเพศผู้เพื่อมาผสมพันธุ์ จึงเป็นที่มาของการใช้คำว่า "แรด" มาเปรียบเปรยกับพฤติกรรมของมนุษย์

 

🦏มาช่วยกัน “กอบกู้แรดกันเถอะ!”🦏

แรดไม่มีเป็นสัตว์ที่ศัตรูทางธรมชาติ แม้แต่สัตว์นักล่าอย่าง เสือ สิงโต ก็ยังไม่กล้าแหยม แต่ศัตรูเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้แรดใกล้สูญพันธ์ุนั่นก็คือ “มนุษย์” จากวิกฤตการณ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ของประชากรแรด เราทุกคนสามารถช่วยแรดให้มีชีวิตยืนยาวได้ ด้วยการช่วยกันต่อต้านค่านิยมการนำ “นอแรด” มาทำเครื่องประดับ ด้ามอาวุธ และความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า นอแรดมีสรรพคุณทางยา เพื่อปกป้องจากการถูกคุกคามที่จะทำให้พวกมันสูญพันธุ์ไปจากโลก

 

ขอบคุณข้อมูล: zoothailand.org, pbs.org, africageographic.com